ลงประกาศฟรี ลงโฆษณาฟรี ตลาดขายสินค้า ขายสินค้าฟรี โปรโมทสินค้า โปรโมทเว็บไซต์ ฝากลิงค์

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 


แฟชั่น เสื้อผ้า แฟชั่น เสื้อผ้า ใหม่ อุปกรณ์เสริมสวย อุปกรณ์เสริมสวย ใหม่ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ใหม่ อาหารเสริม วิตามิน อาหารเสริม วิตามิน ใหม่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ใหม่
ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ใหม่ ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์สปา ใหม่ ออกกำลังกาย ออกกำลังกาย ใหม่ อื่นๆ อื่นๆ ใหม่


ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนทำเบเกอรี่ ขนมปัง หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ สอนทำอาหารญี่ปุ่น  (อ่าน 28 ครั้ง)

Luckyz0nl3

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,100
    • ดูรายละเอียด
เรียนทำขนมปัง ขนมอร่อย หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ สอนทำอาหารญี่ปุ่น เรียนทำขนมปัง เรียนทำขนมไทย, ทำเบเกอรี่, เรียนทำเค้ก เบเกอรี่ฝรั่งเศส
เทคนิคขนมไทยโบราณ ทำยังไงให้อร่อย
ขนมไทย... หัตถกรรมความอร่อยที่แสดงออกถึงความงอนงามของความเป็นไทย ขนมไทยโบราณหลายประเภทผ่านขั้นตอนการแต่งแล้วก็ลงมือทำละเอียดลออ จนถึงกำเนิดเป็นขนมไทยที่อร่อย น่ากิน ด้วยแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย วันนี้ไม่พลาดที่จะนำ วิธีการทำ ขนมไทยแต่ละชนิดมาฝากกันครับผม
ขนมประเภททอด
ขนมไทยที่ใช้วิธีการทอดมีอยู่หลายอย่างร่วมกัน แม้กระนั้นที่คุ้นหูและก็เคยได้เห็นวางจำหน่ายในตลาดอยู่เป็นประจำอย่างเช่น ของหวานฝักบัว ขนมกรอบเค็ม ขนมดอกจอก ของหวานเกลียว ขนมงา ขนมท้องพลุ เป็นต้น แต่จะทอดขนมพวกนี้เช่นไรให้น่ารับประทาน พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัญหากลิ่นกลิ่นหืนของน้ำมันที่ติดมาพร้อมกับขนม เรามีวิธีการทอดรวมทั้งการใช้ความร้อนที่เหมาะสมกับลักษณะของของหวานแต่ละชนิดมาบอกกันขอรับ
การเลือกน้ำมัน เป็นของที่จำเป็นมากมายสำหรับเพื่อการทอดขนมไทย เพราะน้ำมันบางชนิดเมื่อทอดแล้วจะมีกลิ่นหืนหลงเหลืออยู่ในของหวาน ชี้แนะให้เลือกใช้น้ำมันที่สกัดมาจากปาล์มเพื่อหลบหลีกปัญหากลิ่นหืนที่ติดมากับขนม
การใช้ไฟในขณะทอด อุณหภูมิของการทอดขนมจะขึ้นอยู่กับแต่ละจำพวกของของหวาน บางประเภทจะต้องใช้อุณหภูมิต่ำบางชนิดจำต้องใช้อุณหภูมิปานกลางถึงสูงแม้กระนั้นสำหรับในการทอดคราวแรกบางทีอาจจะใช้น้ำมันที่ร้อนจัดเพื่อของหวานฟูขึ้น เมื่อฟูสุดกำลังแล้วจึงลดไฟลงเป็นไฟกลาง แล้วค่อยๆลดลงมาเหลือไฟอ่อนๆเช่น การทอดขนม ทองพลุ
การนำลงทอด ขณะทอดไม่ชี้แนะให้คนเสมอๆควรจะปลดปล่อยให้สุกหรือแทบเหลืองจึงกลับอีกด้าน การทอดแต่ละครั้งไม่ควรทิ้งเศษของหวานให้หลงเหลือในน้ำมันต้องรอช้อนเศษของหวานขึ้นจากน้ำมันให้หมด เพราะเหตุว่าจะก่อให้อุณหภูมิของน้ำมันลดน้อยลงเร็วส่งผลให้น้ำมันเปลี่ยนเป็นสีคล้ำทำให้ของหวานสีไม่สวย
-ของหวานประเภทกวน
ถ้าเกิดเอ๋ยถึงขนมไทยที่ใช้แนวทางการกวนสำหรับในการทำ ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจเคยลิ้มรสชาติของหวานเหล่านี้มาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นขนมตะโก้ ของหวานเปียกปูน ขนมลอดช่องไทย ซาหริ่ม เผือกกวน กระยาสารท กะละแม ฯลฯ กว่าจะได้มาเป็นของหวานที่อร่อยมั่นใจว่าจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแนวทางต่างๆและไม่พลาดที่จะคัดสรรวัตถุดิบอย่างยอดเยี่ยม
จัดเตรียมแป้งก่อนกวนทุกครั้ง แป้งที่ใช้สำหรับการกวนควรจะเป็นแป้งที่เก็บไว้ไม่นานจนถึงเกินไป ทุกครั้งที่นำแป้งมาใส่ภาชนะเพื่อกวนกับส่วนประกอบอื่นๆแนะนำให้ค่อยๆเทส่วนผสมอื่นลงไปทีละน้อยกับนวดแป้งให้เหนียวอย่างเบามือโดยประมาณ 10 นาที จึงใส่ของเหลวที่เหลือทั้งสิ้นลงไป แล้วนวดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
การใช้ไฟในขณะกวน การคนของหวานควรใช้ไฟกึ่งกลางหรือไฟอ่อน ไม่ควรใช้ไฟแรงเด็ดขาด เนื่องจากจะมีผลให้ของหวานจับเร็วขึ้น เนื้อขนมไม่เหนียวหรืออาจไหม้ได้ง่าย ชี้แนะให้ใช้ไฟอ่อนๆเพื่อให้ของหวานสุกทั่วและปกป้องการไหม้ของของหวานระหว่างกวน
แนวทางการกวน พายที่ใช้กวนส่วนมากเป็นพายไม้ เพราะมีความแข็งแรงและไม่มีส่วนใดละลายลงไปแปดเปื้อนขนมวิธีกวนที่จะทำให้ได้ของหวานมีความเหนียวดีจะต้องกวนไปทางเดียวกันตลอดจนขนมถึงที่กะไว้
-ขนมประเภทวุ้น
วุ้นนับว่าเป็นของหวานที่คนจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจ สามารถกินได้เด็กและก็ ผู้ใหญ่มีวิธีการทำที่ไมยุ่งยากเสมือนวิธีการทำขนมจำพวกอื่นๆด้วยเหตุว่ามีผงวุ้นสำเร็จรูปที่ขายในตลาดให้เลือกหลายแบบหลายรส เช่น วุ้นน้ำกะทิใบเตย วุ้นลาย วุ้นชั้น วุ้นดวงตาล หรือวุ้นสังขยา แม้กระนั้นกระบวนการทำวุ้นให้ได้รสที่ถูกปากนั้นควรเข้าใจสำหรับเพื่อการเลือกวัตถุดิบรวมทั้งเรียนรู้วิธีการทำอย่างรู้เรื่อง
การใช้ผงวุ้น ในตลาดมีวุ้นหลายแบรนด์ด้วยกัน ซึ่งจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น มีความเหนียวน้อยเหนียวมากมายแตกต่างออกไป ธรรมดาแล้วผงวุ้นจะใช้อัตราส่วนมาตรฐานคือ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 2 ถ้วยตวง
การตั้งไฟ ควรใช้ไฟปานกลางสำหรับเพื่อการต้มต้มวุ้นให้ใสเป็นเงา จะต้องให้ผงวุ้นละลายก่อนจึงใส่น้ำตาล ส่วนการทำวุ้นให้เป็นชั้นๆไม่สมควรทิ้งผิววุ้นให้แห้ง ด้วยเหตุว่าเมื่อพวกเราหยอดชั้นต่อไปจะทำให้วุ้นไม่ชิดกันจนกระทั่งทำให้แต่ละชั้นหลุดออกจากกันได้ถ้าหากอยากให้วุ้นมีความกรอบชี้แนะให้ตั้งไฟเคี่ยวนานๆเพื่อให้เหนียว แล้วคอยตักฟองออก
-ขนมประเภทอบ
การอบขนมเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แค่เพียงนำส่วนประกอบที่จัดเตรียมไว้เข้าเตาอบใช้เวลาคอยไม่นานก็ได้ขนมอบสุก มีกลิ่นหอมหวนน่าอร่อย ยิ่งกว่านั้นการอบยังเป็นการยืดอายุสำหรับในการรักษาของหวานไว้ได้นานกว่าธรรมดา ได้แก่ ขนมกลีบลำดวน ขนมผิง ของหวานหม้อแกง ของหวานไข่ ฯลฯ ซึ่งการอบขนมเเต่ละครั้งอาจจะไม่ได้ดังที่เราต้องการเสมอไป แต่ว่าบางทีอาจขึ้นกับการเลือกเครื่องไม้เครื่องมือในการอบ
การเลือกพิมพ์อบหรือถาดอบ จะต้องเลือกใช้วัสดุที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้วก็อะลูมิเนียมฟอยล์ ไม่ควรใช้พิมพ์อบที่ทำมาจากสเตนเลสเนื่องจากมีความร้อนสูงแล้วก็เก็บความร้อนได้นาน ทำให้ขนมไหม้เร็วไม่น่ากิน ส่วนการอบขนมเป็นชิ้นเล็กๆนิยมใช้ถาดอบเตี้ยหรือถาดไม่มีขอบเพราะว่าจะทำให้ความร้อนกระจายทั่วถึง สำหรับในการอบของหวานชิ้นใหญ่ ได้แก่ ขนมบุ่มบ่าม ขนมหม้อแกง ควรใช้ถาดมีขอบสูงราวๆ 1 นิ้ว เมื่ออบสุกจากที่อยากได้แล้วสามารถชูเสิร์ฟหรือจัดจำหน่ายทั้งถาดได้เลย
 
ที่ไปที่มาของเค้กแต่งงาน
ในอดีตกาล เจ้าสาวจะไม่มีจังหวะได้ลิ้มรสเค้กสมรสเลย เนื่องจากขนมเค้กสมรสในสมัยเริ่มแรกนั้น สร้างขึ้นเพื่อ “ปา” ใส่เจ้าสาว ขนมเค้กสมรสมีความเจริญในฐานะที่ยอดเยี่ยมในบรรดาเครื่องหมายแห่งความสมบูรณ์ บริบูรณ์ที่จะขาดเสียมิได้ในพิธีแต่งงาน ในสมัยที่ผ่านๆมา ผู้คนจะคาดหวังว่า บุตรสืบสายเลือดจะติดตามมาทันครั้งภายหลังการสมรส ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่ๆพอๆกับมีช่วงเวลากลางวันแล้วต้องมีค่ำคืน
ข้าวสาลีซึ่งถือกัน มานานแล้วว่า เป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญก้าวหน้า เป็นธัญญาหารที่ใช้โปรยใส่เจ้าสาวตามพิธีการ หญิงสาวที่ยังไม่มีคู่ครองจะแย่งกันเก็บเมล็ดข้าวสาลีเพื่อเป็นเครื่อง ประกันว่า พวกเธอก็จะได้สมรสเร็วนี้ๆ การแย่งเมล็ดข้าวข้าวสาลีนี้มีคตินิยมเช่นเดียวกับการแย่งช่อดอกไม้ของเจ้าสาวใน ปัจจุบัน
-ช่างทำของหวานชาว โรมันซึ่งมีฝีมือการอบของหวานเป็นที่ยกย่องเลื่องลือ เป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเพณีปฏิบัติดังที่กล่าวถึงแล้ว โดยเมื่อราว 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกช่างทำของหวานได้ริเริ่มอบเค้กชิ้นเล็กๆมีรสหวาน ทำมาจากข้าวสาลีเพื่อใช้รับประทานในงานมงคลสมรสแทนที่จะใช้ “ขว้าง” อย่างไรก็ตาม แขกที่มาร่วมงานไม่ค่อยชื่นชอบนักที่อดสนุกกับการหว่านเมล็ดข้าวสาลีใส่เจ้าสาว จึงชอบโยนขนมเค้กชิ้นเล็กๆนี้แทน
-บทกลอนและก็ปราชญ์ชาวโรมัน ชื่อ ลูครีเชียส บันทึกไว้ว่าความเจริญของการโยนขนมเค้กใส่เจ้าสาวลดความ “ร้ายแรง” ลงโดยกลายเป็นการละเลงของหวานลงบนหัวของเจ้าสาว และเพื่อตกทอดความหมายในเชิงเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์เจ้าบ่าวเจ้าสาวจำเป็นต้องรับ ประทานส่วนของขนมที่ถูกละเลงแล้วร่วมกันด้วย
ขนบธรรมเนียมปฏิบัตินี้ แพร่หลายไปทั่วยุโรปตะวันตก ในประเทศอังกฤษเมื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวรับประทานขนมแล้ว จำต้องจิบเหล้าจำพวกพิเศษซึ่งเรียกกันว่า “สุราเจ้าสาว” ตามด้วยพิธีโยนเค้กแต่งงานเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้คู่สมรส “มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” นั้นเปลี่ยนไปอีกในสมัยกลางตอนแรก เมื่อเกิดภาวะสินค้าต่างๆมีราคาแพง เมล็ดข้าวข้าวสาลีดิบถูกนำกลับมาใช้โปรยปรายใส่เจ้าสาวอีกครั้งหนึ่ง เค้กซึ่งเคยอบอย่างพิธีพิถันก็เปลี่ยนเป็นเพียงแต่ขนมปังกรอบ หรือขนมปังก้อนเล็กๆจำพวกนุ่มรสหวานที่เรียกว่า “สคอน” (scone) เพื่อกินร่วมกันในงานสมรส แขกที่มาร่วมงานก็จะอบของหวานกันมาเอง ส่วนที่เหลือจะนำไปจ่ายแจกให้ผู้อดอยาก ขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่มัธยัสถ์เรียบง่ายนี้เอง เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความเข้าใจคิดประกอบกับการดูแคลุกลนทุกอย่างที่เป็นอังกฤษของชาวประเทศฝรั่งเศส กลับกลายที่มาของเค้กแต่งงานเป็นชั้นๆซึ่งหรูที่สุด
-ตำนานเล่าว่า ทั่วทุกทิศทุกสารทิศในเกาะอังกฤษจะถือเป็นประเพณีที่จะนำขนมปังกรอบ แล้วก็สคอน ซึ่งแขกนำมาช่วยงานวางซ้อนๆกันเป็นกองใหญ่มหึมายิ่งกองสูงเท่าใดยิ่งดี เพราะถือกันว่าความสูงของกองขนมชี้ถึงความรุ่งเรืองของคู่ชีวิตในอนาคต แล้วก็เป็นธรรมเนียมอีกว่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องแลกเปลี่ยนจุมพิตกันบนกองขนม
-ในตอนคริสต์ศักราช 1660-1669 ระหว่างยุคของพระผู้เป็นเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 พ่อครัวชาวประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่ง ได้ท่องเที่ยวกรุงลอนดอนแล้วก็มองเห็นพิธีการ “กองขนมเค้ก” พ่อครัวคนนี้รู้สึกใจหายใจคว่ำกับลักษณะที่ชาวอังกฤษเรียงขนมเค้กซ้อนๆกันแล้วก็หลายครั้งที่กองขนมพังครืนลงมา เขาก็เลยได้ความคิดที่จะทำขนมเค้กก้อนใหญ่เป็นชั้นๆฉาบด้วยน้ำตาลไอสิง ซึ่งให้ความรู้ความเข้าใจสึกตื่นตาตื่นใจเหมาะสมกับพิธีแต่งงาน มากยิ่งกว่ากองเทือกเขาขนมปังกรอบที่แสนจะธรรมดา หนังสือพิมพ์อังกฤษในสมัยนั้นพากันประสานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อของชาวประเทศฝรั่งเศส
-แต่ว่าปรากฏว่าก่อนที่จะ หมดศตวรรษที่ 17 ช่างทำของหวานชาวอังกฤษก็พร้อมใจกันทำขนมเค้กสมรสก้อนมโหฬารเป็นชั้นๆบริการให้แก่บรรดาลูกค้าของพวกเขา ขนมเค้กแต่งงานโดยส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่ มีรูปร่างเป็นชั้นๆเรียงกันขึ้นไป และก็มีการตกแต่งอย่างสวยสดงดงามด้วยครีมแล้วก็น้ำตาลแต่งหน้าเค้ก ซึ่งในบางครั้งอาจมีการนำอัลมอนด์มาเป็นส่วนผสมสำหรับในการทำ โดยส่วนยอดของเค้กนั้นมักแต่งแต้มด้วยตุ๊กตาแทนตัวบ่าวสาว หรือในบางความคิดอาจใช้เป็นรูปนก รูปแหวนทอง หรือรูปเกือกม้า ซึ่งสิ่งต่างๆกลุ่มนี้เป็นเครื่องหมายของความมีโชค และความก้าวหน้าสำหรับคู่แต่งงาน ซึ่งรูปแบบของขนมเค้กสมรสที่ดีควรจะมีเนื้อแน่นสามารถรับน้ำหนักของชั้น เค้กที่ตกแต่งอย่างสวยงามได้และก็ที่สำคัญยังจำเป็นต้องกินได้และอร่อยอีกด้วย สิ่งต่างๆกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยความชำนาญ ฝีมือความคิดริเริ่มแล้วก็ความปราณีตอย่างมากจากพ่อครัว หรือผู้ที่ทำขนม
ส่วนขนบธรรมเนียมการตัดขนมเค้กนั้น โดยส่วนใหญ่เจ้าสาวควรเป็นคนตัดเค้กเอง โดยที่เจ้าบ่าวมีบทบาทแค่คอยช่วยเหลือ ซึ่งในขนบธรรมเนียมโบราณ ฝ่ายเจ้าสาวจะต้องตัดขนมเค้กแล้วนำเค้กที่ตัดแล้วไปมอบให้แก่บุคคลต่างๆในครอบครัวของเจ้าบ่าวเพื่อแสดงความนับถือ และชี้ให้เห็นว่าเธอกำลังจะก้าวเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวเจ้า บ่าวต่อแต่นี้ไปเป็นต้นไป ทั้งยังยังมีจารีตประเพณีที่ให้คู่บ่าวสาวป้อนเค้กให้กันและกัน เป็นการสื่อความหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องสร้าง ครอบครัวใหม่ด้วยกัน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จะจะต้องดูแลกันและกันตลอดไป ข้างหลังตัดขนมเค้กเป็นชิ้นๆแล้วฝ่ายคู่สมรสก็จะแบ่งขนมเค้กเหล่านั้นให้กับคนที่มา ร่วมพิธีการได้รับประทานกันซึ่งบางครั้งอาจจะกินเลยหรือนำกลับบ้านไปฝากบุคคลที่ ไม่ได้มาร่วมงานก็บางทีอาจเป็นได้ ซึ่งในจารีตประเพณีโบราณเชื่อว่า แม้เพื่อนเจ้าสาวใครต้องการฝันมองเห็นเนื้อคู่ของคนในอนาคต ให้นำขนมเค้กสมรสไปไว้ใต้หมอนหรือข้างหมอนแล้วนอนหลับ สาวคนนั้นจะฝันมองเห็นคู่ชีวิตของตน
-ภายหลังวันแต่งงานของ คู่สมรสในยุโรปนิยมเก็บเค้กข้างบนสุดไว้แล้วก็ค่อยนำออกมารับประทานใหม่ในวัน ครบรอบสมรสหนึ่งปีรวมทั้งการฉลองอีกรอบก็คงจะหนีไม่พ้นหัวข้อการให้กำเนิด เจ้าตัวน้อย เพราะเหตุนี้ขนมเค้กบางส่วนในพิธีสมรสบางทีอาจจะถูกเก็บไว้กินเพื่อฉลองในวันครบ รอบแต่งงานของเจ้าบ่าวเจ้าสาวในปีถัดๆไปใช้ฉลองในวันที่ออกลูกคนแรกแต่โดยส่วนมากจะใช้ในพิธีการตั้งชื่อบุตรตาม หลักศริสต์ศาสนา ซึ่งจะเก็บรักษาขนมเค้กด้วยการนำเข้าช่องสำหรับแช่แข็งเอาไว้ ส่วนมากจะเก็บชั้นบนสุดของขนมเค้กที่ชอบตกแต่งด้วยผลไม้ที่สามารถเก็บรักษา เอาไว้ได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานด้วยการแช่แข็ง (ในยุคเก่ากระบวนการรักษาขนมเค้กให้เก็บไว้ได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็คือการใช้น้ำตาลในปริมาณมากๆเป็นส่วนผสมในการทำและแต่งหน้าเค้ก เพื่อเพิ่มความหนาแน่นและก็ลดช่องว่างไม่ให้อากาศเข้าไปในเนื้อเค้ก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ขนมเค้กหมดอายุหรือเสียเร็วขึ้น)
การทำครีมแต่งหน้าเค้ก
สูตรวิปปิ้งครีมแต่งหน้าเค้ก ของคุณ luMos
ส่วนผสม
เจลาตินผง 1 ช้อนชา
น้ำเย็น 1/4 ถ้วย
วิปปิ้งครีม 1 ถ้วย
น้ำตาลทรายป่น 2 ช้อนโต๊ะ
กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
วิธีทำ
- ผสม gelatin กับน้ำเย็นจนนิ่ม แล้วนำไปอังในถ้วยใส่น้ำร้อน คนจน gelatin ละลาย
- แล้วทิ้งให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นตีวิปปิ้งครีมกับน้ำตาลจนตั้งยอดอ่อน
- ค่อย ๆ เติม gelatin ลงทีละ 1 ช้อนชาในขณะที่ตีครีม จนหมด ใส่วนิลาลงไป แล้วตีจนตั้งยอดแข็ง
 
 
สูตรคัพเค้ก
 คัพเค้กช็อกโกแลตคาราเมล (สนิกเกอร์ส)
หลังจากชิมคัพเค้กมาถึง 7 สูตรแล้วถ้าหากยังไม่จุใจมาต่อกันด้วยคัพเค้กช็อกโกแลตคาราเมลที่ใช้ขนมสุดอร่อยอย่างสนิกเกอร์สมาเป็นส่วนผสม เนื้อเค้กรสโกโก้ บีบครีมเนยถั่วลงไป ราดซอสคาราเมล ตกแต่งด้วยสนิกเกอร์ส แหม… ทั้งหวานหอมคาราเมลแบบนี้ ชิ้นเดียวไม่พอแน่นอน
ส่วนผสม คัพเค้กช็อกโกแลต
- ผงโกโก้ 1/2 ถ้วย
 - แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3/4 ถ้วย
 - เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
 - ผงฟู 3/4 ช้อนชา
 - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
 - ไข่ไก่ 2 ฟอง (อุณหภูมิห้อง)
 - น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
 - น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
 - น้ำมันพืช 1/3 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
 - บัตเตอร์มิลค์ 1/2 ถ้วย
ส่วนผสม ครีมเนยถั่วฟรอสติ้ง
- เนยจืด 5 ช้อนโต๊ะ
 - เนยถั่ว 1 ถ้วย
 - น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
 - เฮฟวี่ครีม 1/3 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
 - ซอสคาราเมลสำเร็จรูป (สำหรับราด)
 - สนิกเกอร์สสับ 5-6 แท่ง (สำหรับตกแต่ง)
วิธีทำคัพเค้กช็อกโกแลตคาราเมล (สนิกเกอร์ส)
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
 2. เรียงพิมพ์มัฟฟิน 12 ถ้วยบนถาดอบ เตรียมไว้
 3. ทำคัพเค้ก โดยผสมผงโกโก้ แป้งสาลีอเนกประสงค์ เบกกิ้งโซดา ผงฟู และเกลือป่นให้เข้ากัน เตรียมไว้
 4. ตีไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำมันพืช และกลิ่นวานิลลาให้เข้ากันจนเนียน เสร็จแล้วเทส่วนผสมแป้ง 1/2 ส่วนลงไปผสมให้เข้ากัน พักไว้
 5. นำส่วนผสมแป้งอีก 1/2 ส่วนที่เหลือเอาไปผสมกับบัตเตอร์มิลค์ เสร็จแล้วนำไปผสมกับส่วนผสมไข่ไก่จนเข้ากัน
 6. หยอดส่วนผสมคัพเค้กลงในพิมพ์มัฟฟิน นำเข้าเตาอบประมาณ 18-19 นาที หรือจนสุก พักไว้ให้เย็น นำออกมาจากพิมพ์
 7. ทำช็อกโกแลตคาราเมลโดยตีเนยจืดด้วยความเร็วปานกลางประมาณ 1 นาที ใส่เนยถั่วตีต่อจนเข้ากัน ใส่น้ำตาลไอซิ่ง เฮฟวี่ครีม กลิ่นวานิลลา และเกลือป่นลงไปตีให้เข้ากันประมาณ 20 วินาที แล้วมาตีด้วยความเร็วสูงประมาณ 1 นาที
 8. นำไปบีบตกแต่งบนหน้าคัพเค้ก ราดซอสคาราเมล โรยสนิกเกอร์สให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ


ขนมหวานชื่อก้องโลก
คราวรามิสุ (Tiramisu)
ขนมเค้กโด่งดังของอิตาลีสร้างขึ้นจากเล ดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือกันว่าครั้งรามิสุมีแหล่งกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่ สองทำขนมเค้กให้ผัวกิน โดยมั่นใจว่าส่วนประกอบของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนตำหนิคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้จริง
-บาคลาวา (Baklava)
ความเป็นมาที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะกำหนด ให้แจ่มกระจ่าง เพราะกันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมียรวมทั้งอาหรับ โดยขนมหวานจำพวกนี้สร้างขึ้นจากการนำแป้งฟิลปลาโลมาใส่ไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม แม้อยากลิ้มรสรสชาติ แบบต้นตำรับก็จำเป็นต้องไปกินถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น แหล่งกำเนิด กรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ แล้วก็กรุงเบรุตแม้แต่ละที่อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีรสต่างๆนาๆบ้าง แต่ก็ยังประกันได้ถึงความเอร็ดอร่อย
 -ไดฟุกุ (Daifuku)ขนมเจลลาตินทรงกลมจากดินแดนอาทิตย์อุทัยมักใส่ไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และครั้งคราวก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์ปรี่โรยด้วยแป้งบางๆโดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้อีกทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น
-กุหลับ จามาน (Gulab Jamun)
ก้อนขนมปังหวานที่อาจจะไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำ ข้าว แต่ว่าคอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อของหวานลำดับหนึ่งของคนแขก รวมทั้งเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนรู้สึกชื่นชอบ ก็ยากจะไม่ยอมรับได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักสร้างขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นรวมทั้งราด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน เนปาลแล้วก็ประเทศในแถบทวีปเอเชียใต้
 -ฮาโล ฮาโล (Halo Halo)
จานเด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเลื่องลือไม่แพ้ไข่บาลุท แต่ค้ำประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรกระบวนการทำที่แน่นอน แต่ว่าดูๆไปก็ไม่แตกต่างกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเพิ่มด้วยของเคียง ตัวอย่างเช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด แล้วก็อื่นๆก่อนที่จะจบท้ายด้วยการราดนมข้นหวานแล้วก็น้ำเชื่อมโดยสามารถหารับประทานได้ทุก ที่ในกรุงมะนิลา
 -แบล็คฟอเรสท์เค้ก (BlackForestCake)
ด้วยความโด่งดังในเรื่องชนิทเซล เบียร์สด และก็ขนมเค้กรสชาติอร่อยมากมาย ก็เลยไม่น่าประหลาดใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่ม-รับประทานยอดนิยมของพวกเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตขนมเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ รวมทั้งบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของเยอรมนี(ตอนหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์เพิ่มขึ้นด้วยฝีมือ ของช่างทำเค้กในกรุง เบอร์ลิน)และขณะนี้เป็นทื่ประทับใจของคนทั่วทั้งโลก
-ข้าวเหนียวมะม่วง
ขนมหวานแบบไทยๆที่นำมะม่วงสุกเหลืองงามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยกะทิ ฟังแล้วเชิญน้ำลายไหลเป็นอย่างยิ่งโดยได้รับความนิยมจากทั้งยังชาวไทยและก็ชาวต่าง ชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งๆที่โฮเต็ล ห้าง ภัตตาคาร และห้องอาหารตามท้องถนนทั่วๆไป
 -แอปเปิ้ล พาย (Apple Pie)เช่นเคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ้ะ แม้กระนั้นอันที่จริงแล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และก็ธรรมดาจะอบด้วยแป้งสองชั้นในแต่ก่อน ในระหว่างที่ผู้ดีอังกฤษย้ายถิ่นมาตั้งภูมิลำเนาในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิลมาปลูกด้วย ก็เลยทำให้มันมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แม้กระนั้นไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือร้านอาหารในแอลเอ แอปเปิลพายก็เป็นที่ชอบใจบรรดาลูกค้าเช่นกัน
 -ที่นาไนโม บาร์ (Nanaimo Bars)
แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องอาหารหวาน ? ได้ยินแล้วไม่มีความต่างกับการพูดว่ากรุงเทพลือชื่อเรื่องทะเลยังไงแบบนั้น แม้กระนั้น ขนมรสเลิศดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองท้องนาไนโม เมืองบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง สี่เหลี่ยมจัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารแล้วก็ครอบครองรางวัลชนะเลิศมาได้ เดี๋ยวนี้ เป็นที่พึงพอใจของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ
 -แครมบรูเล่ (Creme Brulee)
ถึงแม้ชื่อจะฟังดูแล้วประเทศฝรั่งเศสสุดๆแม้กระนั้นอย่าเพิ่งด่วนวินิจฉัยว่าเป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุว่าวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้กล่าวถึงว่าพวกเขาเป็นเจ้าตำรับผู้คิดค้น ของหวานสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 แม้กระนั้น ถึงจะมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษ แต่ว่าเชื่อแน่ว่าอาจจะไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆโรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอพักไอเฟลที่ประดับประดาด้วยไฟสว่างไสวในช่วงกลางคืนในกรุงปารีส
|
ขมป้งบ้านครูแอน อร่อย การันตี เรียนแล้วทำเป็น ชัวร์
|
อยากทำขนมเค้กเป็น อยากทำขนมอร่อยๆ เรียนกับครูแอนเลย
|
ทำขนมเค้กกินเอง ขนมปัง เบเกอรี่ บ้านครูแอน สอนเป็นกันเอง เรียนจบต้องทำเป็นให้จงได้
}
คอร์สแต่งหน้าเค้ก ไส้ขนมปัง เปิดร้านเบเกอรี่ (สอนส่วนตัว)

ที่มา : http://www.annann201.com/

Tags :  เค้ก, ขนมไทย,อาหารญี่ปุ่น


ประกาศอื่น ๆ ในหมวดเดียวกัน
โรงงานพิมพ์บัตรสมาชิก Memb...
รับผลิตและจำหน่ายบัตรสมาชิก โทร.081-374-5428 ,081-...

โรงงานสายคล้อง สายคล้องคอ ...
รับผลิตและออกแบบสายคล้อง 081-374-5428   081-374-54...