โรคและการป้องกัน

โรคเอดส์ ภัยร้ายที่ควรระวัง

Hand of female lying on bed with a man caressing her

โรคเอดส์เข้ามาแพร่ระบาดในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2528 แรกเริ่มเข้ามาในคนกลุ่มเล็กๆที่ติดต่อกับชาวต่างชาติ ต่อมาระบาดในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด กลุ่มผู้ชายที่เที่ยวผู้หญิงโสเภณี และกลุ่มชายรักร่วมเพศ ซึ่งเชื้อเอดส์ หรือที่รู้จักกันว่าเชื้อเอชไอวี HIV นี้ติดต่อกันง่ายมากโดยเฉพาะทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากผู้ชายไทยชอบเที่ยวผู้หญิง และผู้หญิงโสเภณีติดเชื้อเอชไอวี ค่อนข้างสูง จึงเกิดการระบาดอย่างมากมาย ที่น่าสงสารคือผู้ชายที่ไปเที่ยวผู้หญิงติดเชื้อเอชไอวีแล้วนำมาให้ภรรยาที่บ้าน โดยไม่รู้ตัว ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโรคเอดส์ไม่ควรจะเป็นโรคที่สังคมรังเกียจ เพราะว่า โรคเอดส์ติดต่อได้เฉพาะทางเลือด และการร่วมเพศเท่านั้น ไม่ได้ติดเวลาสัมผัสทางผิวหนัง และไม่ติดทางลมหายใจหรือทางกินอาหารร่วมกันสามารถอยู่ในบ้าน และที่ทำงานร่วมกันได้  เราควรจะให้ความเข้าใจสำหรับการแพร่เชื้อของโรคนี้ด้วย และปัจจุบันนี้ความรู้เรื่องโรคเอดส์ก้าวหน้าขึ้นไปมาก  ไม่มีโรคใดที่นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ให้ความสนใจค้นคว้ามากเท่ากับโรคเอดส์ เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย  จะแบ่งตัว อย่างมากมาย  เปรียบได้เหมือนกับหนังมนุษย์ต่างดาวมาบุกโลก จะเข้าใจโรคเอดส์ได้ดีขึ้น เชื้อเอชไอวีเปรียบเสมือนมนุษย์ต่างดาวในยานอวกาศ เข้ามาในโลกคือ ร่างกายของเรา  เม็ดเลือดขาวเปรียบเสมือนทหารของโลก ที่ขึ้นเครื่องบินเข้าต่อสู้ แต่ทหารของเราสู้เชื้อเอชไอวีไม่ได้ ไม่สามารถทะลุทะลวงระบบป้องกัน ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวและถูกเชื้อเอชไอวี ยิงตกตายหมดนั่นเอง  เชื้อเอชไอวีจะแบ่งตัวรวดเร็วมากทุก 30 นาที เพิ่มจำนวนมากขึ้นถึงหมื่นล้านตัว ขณะเดียวกันเม็ดเลือดขาวของเราเปรียบเสมือนทหารถูกฆ่าวันละพันล้านเม็ด ทำให้จำนวนทหารค่อยๆน้อยลง ร่างกายจะพยายามเกณฑ์ทหารเอาทหารสำรองเข้ามาทดแทน บางคนใช้เวลา 3 ปี บางคนใช้เวลา 10 ปี เม็ดเลือดขาวที่ลดลงเรื่อยๆ ร่างกายก็อ่อนแอลง นั่นเอง ในปัจจุบันเราเข้าใจถึงการแพร่เชื้อ และการแตกตัวของเชื้อโรคเอชไอวีมากขึ้น เรารู้ถึงจุดอ่อนของมัน ...

Read More »

โรคไข้หวัดใหญ่รู้ไว้ป้องกันได้

5.1-health

ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า Influenza มันจะเข้าผ่านมาทางการหายใจ โดยเชื้อไวรัสจะอยู่ในร่างกาย น้ำลาย น้ำมูกของผู้ป่วย นอกจากนี้อาจติดต่อผ่านสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อน เช่น ถ้วยน้ำ ราวบันได ลูกบิดประตูที่ผู้ป่วยสัมผัส ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการหลังรับเชื้อไวรัส ประมาณ 1-3 วัน (น้อยมากที่ใช้เวลาถึง 7 วัน) โดยมีอาการไข้สูง ปวดหัว อ่อนเพลียปวด เมื่อยตามตัว ไอ (เจ็บคอ) อาจมีอาการ อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย (เบื่ออาหาร) อาการเหล่านี้ จะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน ยกเว้นบางรายมีภาวะแทรกซ้อน เช่นปอดบวม ปอดอักเสบรุนแรง ซึ่ง ทำให้หายใจลำบาก อาจทำ ให้เสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่าจะระบาดอย่างหนักในช่วงปลายฝนต้นหนาว ในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ถ้าร่างกายของเรา ปรับสภาพไม่ทันก็จะทำให้เจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงพวกหญิงที่มีการตั้งครรภ์ ผู้มี โรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด หัวใจ ไต เบาหวาน มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ ผู้พิการทางสมอง คนอ้วนมาก ...

Read More »

คอตีบ โรคติดต่อภัยร้ายที่ควรระวัง

4.1-Sore-Throat-Remedies

คุณเคยมีอาการเจ็บคอ คออักเสบ จากต่อมทอนซิลหรือเปล่า อย่าชะล่าใจคิดว่าเป็นโรคไข้หวัดเฉยๆ นะคะ เพราะหากพบว่ามีฝ้าสีขาวด้วยแล้วอาจเป็นโรคคอตีบก็เป็นได้ ซึ่งโรคคอตีบนี้หรือที่รู้จักแบบอินเตอร์ว่า ดิพทีเรีย Diphtheriae เป็นโรคที่ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ตรงระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเจ้าแบททีเรียที่แพร่เชื้อนี้มีชื่อว่า โครินแบคทีเรียม ดิจทีเรีย มันสามารถติดต่อได้ทางเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำเลย เพียงแค่ไอ จาม หรือใช้ภาขนะข้าวของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย ก็สามารถติดเชื้อนี้ได้แล้ว โดยกลุ่มที่พบว่าเป็นกลุ่มเสียงและเป็นกันมาก คือเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แต่ยังไม่พบกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนนะคะ เพราะเด็กในช่วงนี้ยังได้ภูมิคุ้มกันจากนมแม่อยู่ และจะพบมากอีกในช่วงอายุมากกว่า 15 ปีจนถึงวัยผู้ใหญ่เลยค่ะ เพราะอาจไม่ได้ฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันก็อาจเป็นได้ ซึ่งอาการหลังจากที่ได้รับเชื้อนั้นจะมีไข้สูงมาก ทะลุ 39 องศาเลยทีเดียว แถมยังมีอาการหนาวสั่น รู้สึกเหมือนจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอเสียงแหบ กลืนน้ำลายลำบาก แต่หากมองไปที่ผนังด้นหลังในช่องปาก จะพบแผ่นสีเหลืองปนเทา ดูคล้ายเศษผ้าสกปรกอยู่บนทอนซิล คอหอย กล่องเสียง ลิ้นไก่ ถ้าเขี่ยแรงๆ แผ่นเยื่อนั้นอาจหลุดแต่จะมีเลือดออกมาด้วย อย่างไรก็ตามยังพบว่า ในรายที่มีอาการรุนแรงนั้นจะทำให้หายใจไม่ออก เพราะเกิดการอุดตันทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตได้ และเชื้อโรคยังแพร่กระจายไปสู่กระแสเลือด กล้ามเนื้อหัวใจ และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ประสาทอักเสบ และเป็นโรคอัมพาตจากพิษทางประสาทจนเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องเข้ารับการวินิจฉัยโรคจากแพทย์ ถ้ามีอาการไอ ...

Read More »

กินให้เป็นเมื่อเป็นโรคตับแข็ง

1.1-health

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่ทำลายสารพิษ ขับของเสียออกจากเลือด เปรียบเสมือนโรงงานใหญ่ที่คอยจัดการสารอาหารต่างๆ ที่คนเรากินเข้าไป กลับมาเผาผลาญที่ตับ เพื่อขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย และยังสร้างโปรตีนช่วยไม่ให้เลือดแข็งตัว แต่หากเกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ ทำให้เกิดโรคตับแข็งตับที่เคยนุ่ม ๆจะค่อยๆ แข็ง จนกลายเป็นตับแข็ง เป็นพังผืดลักษณะคล้ายแผล ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับได้น้อยลง เหตุเพราะเซลล์ตับถูกทำลาย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบดื่มสุรามืนเมาเป็นเวลานาน แอลกอฮอล์ในเหล้าที่ดื่มเข้าไปมากๆ จะทำให้เกิดการผิดปกติในการใช้โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตในตับ จนเกิดภาวะตับอักเสบ และเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งอีกสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี จากการใช้ยาพวกพาราเซตามอล และยาปฎิชีวนะเตตราไซคลีน และยารักษาวัณโรคบางชนิด ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นโรคตับแข็งได้ ซึ่งอาการเริ่มแรกนั้น ไม่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ชัดเจน จะรู้สึกท้องอึด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย เหนื่อยและเพียง คลื่นไส้อาเจียนเท่านั้น บางรายเนื้อตัวนัยน์ตาเหลือง เพราะตับไม่สามารถขับน้ำดีได้ หากสะสมจนหลายปี เช่นดื่มเหล้าจัดๆ จะทำให้มีอาการท้องมาน เท้าบวม เพราะตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมิน  ซึ่งเป็นตัวควบคุมความดันน้ำในหลอดเลือด จึงเกิดพังผืดดึงรั้งในตับได้ ซึ่งการรักษาโรคตับแข็งนี้ ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เพราะเซลล์ตับถูกทำลายไปแล้ว เพียงแต่ชะลอการทำลายตับ ยืดอายุหรือรักษาตับส่วนที่เหลือให้มีชีวิตต่อไปให้ยาวนานขึ้นแค่นั้น ซึ่งควรดูแลตับส่วนที่เหลือให้ดีๆ ไม่ปล่อยให้เป็นท้องมาน หรืออาเจียนเป็นเลือด เพราะจะทำให้มีชีวิตสั้นลงได้ โดยวิธีที่รักษาดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยตับแข็งหรือผู้ที่ไม่อยากเป็นโรคนี้ คือเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะโดยทั่วไปแล้วคนที่เป็นโรคนี้มักจะขาดโปรตีนและพลังงาน จึงทำให้ร่างกายผอมแห้ง มีกล้ามเนื้อน้อย เนื่องจากตับถูกทำลายไป เวลากินอะไรเข้าไปแล้วไม่ถูกเผาผลาญ ...

Read More »

รู้จัก “อหิวาตกโรค” โรคโบราณที่(เคย)น่ากลัวไม่น้อย

3.1-health (Custom)

อหิวตกโรค หรือที่คนโบราณรู้จักันดีว่า โรคห่า หรือโรคลงราก เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่แพร่ระบาดอย่างเร็วมาก เกิดจากเจ้าเชื้อโรคที่ชื่อว่า วิบริโอ โคเลอรี ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้เล็ก และทำให้เกิดท้องเสียตามมา และอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงอีกด้วย พบว่าเกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งอาจพบเชื้ออหิวาตกโรคนี้ได้ทั้งในอาหารทะเล พวกหอยในแพลงตอน และสาหร่าย รวมถึงอุจจาระของผู้ป่วย หากมีการปนเปื้อนในอาหาร หรือน้ำดื่ม เมื่อกินหรือปนเปื้อนเขาไปจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย โดยผู้ที่ได้รับเชื้อภายใน 2-3 วัน จะอยู่ในระยะฟักตัวของโรค หลังจากนั้นจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดท้องเสียเฉียบพลัน ถ่ายเป็นน้ำ หรือมีเศษอุจจาระปนเล็กน้อย อุจจาระจะมีสีขาวเหมือนน้ำซาวขาว แต่มีกลิ่นคาวปลา ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือมีไข้ร่วมได้ บางรายจะปวดท้องแบบปวดบิด การหายน้ำ ปากคอแห้ง ผวิหนังแห้ ดวงตาคล้ำ ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้มมาก ซึ่งหากเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจอุจจาระว่ามีการเพาะเชื้อหรือไม่ หลังจากนั้นหากพบเชื้อจะให้ยาเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น และช่วยฆ่าเชื้อในอุจจาระเพื่อลดโอกาสการระบาดติดต่อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งอาจแบ่งอาการของโรคเป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะท้องเดิน อุจจาระระยะแรกมีเศษอาหาร ต่อมากลายเป็นน้ำซาวข้าวมีกลิ่นคาว ผู้ป่วยจะอาเจียน และมีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากขาดน้ำและแร่ธาตุ 2.ระยะรุนแรก หากไม่ได้รับการรักษาภายใน 2-12 ชั่วโมงอาจทำให้ช็อคได้ โดยจะรู้สึกหิวน้ำ เป็นตะตริว เสียงแห้ง ชีพจรความดันโลหิจจะต่ำลง ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตในระยะนี้ได้ 3.หากได้รับการรักษาอาการทุเลาลง ...

Read More »

รู้จัก “โรคหอบหืด” พร้อมวิธีรักษาอย่างถูกต้อง

2.1-health

โรคหอบหืดถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่ยอดฮิตในเมืองไทย ชื่อนี้เรียกตามอาการของคนไข้ ซึ่งเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู้ปอดน้อยลง บางคนเป็นมาก บางคนเป็นน้อย บางคนถึงขั้นรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ยิ่งได้รับสิ่งกระตุ้นเข้าไป เช่นหายใจสูดกลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ อากาศเปลี่ยน ฝุ่นละออง จะทำให้อาการกำเริบ เช่นเกิดอาการไอตอนเช้า หรือกลางคืน หรือหลังวิ่งเล่นน้ำมูกไหล แน่นหน้าอก ซึ่งสิ่งที่จะช่วยระงับอาการหืดหอบไม่ให้กำเริบได้คือหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และใช้ยาควบคุมอาการ ต้องสังเกตุอาการของตนเองว่าอะไรทำให้เกิดอาการหอบขึ้นและควรหลีกเลี่ยงหรือสัมผัสสิ่งนั้นๆ หรือใช้ยารักษา ซึ่งยาจะมีสองประเภท คือประเภทที่ช่วยบรรเทาอาการ เช่นยาขยายหลอดลม ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งชนิดพ่นสูด ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด เพื่อช่วยขยายหลอดลม ยามที่หอบหืดกำเริบ เพราะสามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนาน จึงสามารถควบคุมอาการได้ ใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์ ยาควบคุมอาการ ใช้ลดอาการอักเสบของหลอดลม ป้องกันการหอบแต่จะออกฤทธิ์ช้า จึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ขนาดยาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของเพทย์ ซึ่งยาควบคุมอาการ จะแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม เป็นยาที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ พวกยาโรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ ผลข้างเคียงน้อยแต่ราคาสูง และยาที่มีสเตรียรอยด์ มีทั้งแบบพ่นสูด ยารับประทาน และยาฉีด ออกฤทธิ์ได้ดีและเร็ว แต่มีผลข้างค้างเมื่อใช้เวลานาน อาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ภูมิต้านทานต่ำ มีการติดเชื้อง่าย และยังมียาพ่นสูดชนิดใช้แรงดันก๊าซ เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมาก แต่ควรใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาและหน้ากากทุกครั้ง เนื่องจากพ่นเข้าปากโดยตรงต้องอาศัยความคล่องของผู้ป่วย หากสูดหายใจผิดวิธีจะทำให้ยาเข้าปอดน้อยมาก ...

Read More »

“ริดสีดวงทวาร” แค่ใส่ใจ…ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด!

3.3-doctor_Master

ริดสีดวงทวารหนัก เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้กับคนทั่วไปนะคะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบทานผักผลไม้ และน้ำ ทำให้เกิดการท้องผูก ถ่ายไม่ออก และยิ่งปล่อยให้เรื้อรังยาวนานขึ้น จะสร้างความเจ็บทรมานและความรำคาญให้แก่ผู้ป่วยไม่ใช่น้อย ซึ่งริดสีดวงทวารหนัก นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทคือ ริดสีดวงทวารหนักภายนอก และริดสีดวงทวารหนักภายใน จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อที่ยื่นออกมาภายใน ทำให้มีเลือดออกและอักเสบได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมายกว่าริดสีดวงภายนอก สำหรับอาการของโรคริดสีดวงทวารหนักที่เป็นกันนั้น คือจะมีเลือดออก โดยเป็นเลือดแดงสด ออกมาหลังจากถ่ายอุจจาระ จากนั้นจะมีติ่งยื่นออกมารอบๆ ทวารหนัก ทำให้มีอาการปวด เพราะเกิดเลือดคั่งอยู่ในหัวริดสีดวง ทำให้เลือดดำไม่ไหลเวียน จนกลายเป็นก้อนแข็งๆ ทำให้รู้สึกเจ็บระบม จนบวมซ้ำได้ ส่วนใหญ่การรักษาโรคริดสีดวงนี้ หากเป็นริดสีดวงภายนอก ไม่ต้องทำการรักษาใดๆ เลย เนื่องจากเป็เพียงผิวหนังที่ยื่นออกมาเท่านั้น แต่หากเป็นริดสีดวงภายใน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือระยะนั้นผู้ป่วยจะมีเลือดออกเล็กน้อย ต่อมาระยะที่สองเวลาผู้ป่วยถ่ายอุจจาระ จะมีเนื้อนิ่ม ๆยื่นออกมาต้องทำความสะอาด แล้วขมิบนิดหน่อย เนื้อนั้นจึงจะสามารถหดเข้าไปข้างในได้ และระยะสามและสี่ ขณะที่ผู้ป่วยเบ่งถ่ายจะมีติ่งยื่นออกมา การขมิบจะไม่สามารถทำให้ติ่งเนื้อหดกลับที่ได้ ต้องใช้มือช่วยดันเพื่อให้เข้าไปภายใน ซึ่งในระยะที่ สองและระยะที่สามนั้น ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาโดยประคับประคอง โดยแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์พวกผักใบเขียว ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แต่หากเป็นระยะที่สี่ อาจต้องผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก ตัดต่อลำไส้ให้เข้าไปข้างใน ดึงส่วนที่ยื่นออกมาให้กลับไปอยู่ข้างในเพื่อผู้ป่วยจะได้ไม่รู้สึกเจ็บอีก โดยต้องผ่าตัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะไม่เกิดอาการแทรกซ้อนในภายหลัง สำหรับใครที่เป็นอยู่ควรเข้ารับการรักษาอย่างจริงจังจนหาย ...

Read More »

“นิ่วในถุงน้ำดี” โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

1.3-combatir-los-colicos-menstruales-3

โรคนิ่วถุงน้ำดี เป็นโรคที่พบมากในผู้หญิงอายุ 40 ปี มากกกว่าผู้ชาย โดยนิ่วในถุงน้ำดีนี้จะเกิดเป็นก้อนแข็งๆในถุงน้ำดี เป็นการตกผลึกคล้ายๆ ก้อนน้ำตาล โดยก้อนนิ่วจะมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย บางรายก็ใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ บางรายมีก้อนเดียวบางคนก็มีหลายร้อยก้อน โดยปกติแล้ว นิ่วในถุงน้ำดีนั้นจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ 1.ชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล มีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เหลืองหรือเขียว เกิดจากมีคอลเลสเตอรรอลในน้ำดีมากเกินไป ทำให้มีการบีบสารออกไม่หมด จึงเกิดการคลั่งค้าง 2.ชนิดเกิดจากเม็ดสีหรือบิลิรูบิน จะมีขนาดเล็กและคล้ำ พบมากในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือผู้มีความผิดปกติของเลือด พวกธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง ซึ่งโรคนิ่วในถุงน้ำดีนั้น เกิดจากการขาดสมดุลของน้ำดี และทำให้เกิดก้อนนิ่วไปอุดตันในถุงน้ำดีหลุดไปอุดท่อน้ำดีใหญ่ จนเกิดการคลั่งค้างจึงทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ และเกิดการติดเชื้อและตาเหลืองในบางครั้ง และถ้ามีนิ่วค้างอยู่เป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในถุงน้ำดีได้ด้วย โรคนิ่วนี้พบว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากผู้ใดมีครอบครัวที่เคยเป็นโรคนี้ ก็จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ไปด้วยค่ะ โดยเฉพาะคนอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินทำให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลมาก จนเกิดการตกค้าง รวมถึงผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน ก็มีความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีเช่นกันค่ะ รวมถึงผู้ที่ชอบลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ตับมีการหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากจนเกินไป จึงทำให้ถุงน้ำดีบีบตัวน้อยลง และเกิดการคลั่งค้างอยู่ในถุงน้ำดีนั่นเองค่ะ โดยทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ได้รับการตรวจวิจิฉัยจากแพทย์จะไม่ทราบเลยว่าเป็นโรคนิ่วอยู่ เพราะอาการจะแสดงออกธรรมดาเหมือนผู้ป่วยโรคทั่วไป คืออาเจียน คลื่นไส้ มีการท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะอาหารไม่ย่อย ปวดแสบแถวลิ้นปี้ เรอ และมีการปวดท้องอย่างรุนแรง บริเวณช่วงท้องส่วนบน หรือด้านขวา ซึ่งจะปวดแบบนี้ประมาณ 15 ...

Read More »

ไส้ติ่งอักเสบ ปวดท้องอย่างไรไม่ควรมองข้าม

1.1-health

ไส้ติ่งเป็นไส้ที่ส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มองดูแล้วเป็นชิ้นส่วนธรรมดาที่ยื่นออกมาเท่านั้น แต่เกิดมีเศษอาหารที่เรากินไป เช่นเม็ดฝรั่ง หรือเกิดการอุดตันของเศษอาหาร อุจจาระเกิดขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และหากปล่อยปละละเลยอาจทวีความรุนแรงขึ้น บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเป็นไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งสามารถทำการเช็คร่างกายตนเองเบื่องต้นได้ดังนี้ – มีการปวดบริเวณสะดือ จะเริ่มมีปวดท้องด้านล่างทางขวา และจะค่อยๆ รามมาถึงสะดือ จากนั้นจะเคลื่อนที่ลงไปทางช่องท้องส่วนล่าง อาการปวดท้องจะยิ่งทวีความปวดขึ้น ยิ่งขยับตัวก็ยิ่งปวด โดยเฉพาะหากมีการไอ จาม คือหากมีการสั่นสะเทือนจะยิ่งปวดมาก  – ปวดรุนแรงอย่างเฉียบพลันช่องท้องส่วนล่าง อาการปวดจะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดอย่างที่ไม่เคยปวดมาก่อนในชีวิต สามารถปลุกผู้ป่วยที่กำลังกลับอยู่ให้ตื่นขึ้นมาได้ อาการปวดจะค่อยๆ ทวีความเจ็บปวดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง – มีไข้จับสั่น เนื่องจากไส้ติ่งมีการติดเชื้ออย่างรุนแรง จึงทำให้เกิดไข้ต่ำๆ ขึ้น และจะมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย หากคุณมีอาการไข้ต่ำๆ ร่วมกับปวดท้อง จนไม่สามารถยืนให้ตรงได้ นั่นอาจเป็นสักญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบแล้วค่ะ – คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร หากมีอาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้อาเจียน อาจเกิดจากการติดเชื้อบางชนิดอย่างรุนแรงร่วมได้ แต่หากมีไข้ร่วมด้วยรวมถึงปวดช่องท้องด้านขวาส่วนล่าง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน  – ถ่ายไม่ออก ท้องผูก ท้องเสีย หากถ่ายเป็นมูกปนออกมาอย่างผิดปกติ และปวดในช่องท้องด้านล่างขวาด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเลยค่ะ – ท้องอึด เรอ มีแก๊สในกระเพาะ ...

Read More »

ท้องเสีย ท้องร่วงทำอย่างไงดี

1.1-health

อาการถ่ายจู๊ดถ่ายเป็นน้ำ หรืออาการท้องร่วงถือเป็นโรคหนึ่งที่คนไทยเป็นกันมาก มักเกิดจากการติดเชื้อในขณะรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดเข้าไป ซึ่งพบได้ทุกเพศ ทุกวัยและทุกช่วงฤดูกาลจริงๆ โรคท้องร่วง หรือที่รู้จักแบบอินเตอร์ว่า Diarrhea เป็นโรคถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ในวันๆ หนึ่งมากกว่า 3 ครั้ง บางรายมีการถ่ายเป็นเลือดอีกด้วย หากเป็นแบบเบาๆ ไม่ร้ายแรงมาก อาการก็จะหายไปเองไม่เกิน 3 วัน แต่ถ้าเป็นนานกว่านั้น อาจทำให้ขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ได้ บางรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ สาเหตุหลักๆ ของโรคท้องร่วงเลย คือรับประทานอาหารหรือน้ำที่ติดเชื้อเข้าไป เพราะเชื้อโรคท้องร่วงนั้นมีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เชื้ออาจทะลุไชไปยังผนังสำไส้เข้าอวัยวะต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีเชื้ออีโคไล พบว่าเกิดจากเชื้อตัวนี้บ่อยที่สุด ทำให้ถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่อาการไม่รุนแรงเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นเชื้อสแตฟฟีโคคอคคัส เชื้อตัวนี้จะพบกับอาหารเป็นพิษ ทำให้อาเจียนและท้องเสียได้ หรืออาจเป็นเชื้อบิด มีทั้งชนิดที่มีตัว กับไม่มีตัว ทำให้ถ่ายออกมามีมูกปนเลือด และถ่ายเป็นน้ำปนมาด้วย ถ้าเป็นเชื้อบิดที่มีตัวจะทำให้เกิดแผลใหญ่ในลำไส้ได้ จึงถ่ายออกมาเป็นเลือด นอกจากนี้ยังมีเชื้อไวรัส เชื้อพยาธิ เชื้ออหิวาต์ ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ หรือบางคนเกิดจากการทานนมที่ไม่มีเอนไซม์แลคเตส ที่ช่วยในการย่อยน้ำ พอดื่มเข้าไปทำให้รู้สึกโครกครากในท้อง ปวดท้องบิด และทำให้เกิดท้องร่วงถ่ายเป็นน้ำ ซึ่งอาการถ่ายเหลว มีทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง นานกว่า ...

Read More »