โรคและการป้องกัน

ไข้เลือดออก ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด อาการของไข้เลือดออก และภาวะแทรกซ้อน

ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด ถ้าพูดถึงโรคที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุด และกำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น “ไข้เลือดออก” เพราะล่าสุด ดาราชื่อดังท่านหนึ่งก็ถูกโรคนี้เล่นงานเช่นกัน แต่ไม่ใช่เป็นแค่ไข้เลือดออกธรรมดา เพราะมีภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาด้วย ทำให้อาการดูรุนแรงมากขึ้น  และล่าสุดอาการก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ วันนี้เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าโรคร้ายโรคนี้มาฝาก เพื่อที่ทุกคนจะได้ป้องกันตัวเอง รู้เกี่ยวกับอาการของโรค ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น และมีความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมากขึ้นค่ะ ไข้เลือดออก ชนิดที่พบในประเทศไทยเกิดจากไวรัสเดงกี (Dengue virus) และมียุงลายเป็นพาหะของโรค สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มี 4 ชนิด คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4  ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ละชนิดจะมีอาการแตกต่างกันออกไป  แต่เมื่อมีการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งไปแล้ว ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีชนิดนั้นตลอดไป แต่ผู้ป่วยก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้หากได้รับเชื้อต่างชนิดกัน  ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกเฉลี่ยปีละกว่า 2 หมื่นคน และพบว่าผู้ป่วยประมาณ 60% เสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กวัย 6-12 ปี อาการโดยทั่วไปของไข้เลือดออก โดยทั่วไปผู้ป่วยไข้เลือดออกมักจะมีเลือดออกเป็นจุดๆ ตามตัว ตุ่มของโรคไข้เลือดออกจะคล้ายกับตุ่มยุงกัด หรือตุ่มของโรคทั่วไป แต่จะสังเกตได้ว่าจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเมื่อกดดึงผิวหนังให้ตึง รอยแดงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา ซึ่งถ้ามีอาการตามที่กล่าวมานี้ร่วมกับมีไข้สูงตลอดเวลา ควรนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยด่วน   ไข้เลือดออกจะแบ่งออกเป็น  3 ระยะ โดยแบ่งเป็น ...

Read More »

ภาวะแทรกซ้อนของ โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก

 “ โรคไข้เลือดออก “ เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้สำหรับผู้ป่วยทั่วไปที่อาการไม่รุนแรงมากนัก แต่ทั้งนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน ว่ามีผู้ป่วยอีกหลายต่อหลายรายที่โรคไข้เลือดออกนั้นก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต  ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้ ทางแพทย์สามารถวินิจฉัยและแบ่งแยกลำดับอาการความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ลำดับด้วยกันดังนี้   โรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 : ระยะไข้สูง ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้อยู่ประมาณ 2-7 วัน ปริมาณของไข้นั้นผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการที่ไม่เท่ากัน เพราะผู้ป่วยแต่ละคนนั้นมีภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน ในช่วงแรกอาจจะเช็ดตัวและให้กินยาลดไข้ช่วยไปก่อนในขั้นแรกได้ แต่ไม่ควรกินติดๆกันทุก 4 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ตับนั้นทำงานหนักมากขึ้น และส่งผลกระทบไปถึงขั้นภาวะตับวาย ระยะที่ 2 : ระยะวิกฤต ระยะนี้อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อคขึ้นได้ เนื่องจากเริ่มมีความรุนแรงของโรคที่มากขึ้น อาจจะมีการรั่วของพลาสมา หรือน้ำเหลืองออกนอกเส้นเลือด ย่อมเป็นอันตรายมากหากผู้ป่วยมีอาการช็อคดังกล่าว และแพทย์ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทัน เพราะผู้ป่วยจะทวีอาการเพิ่มขึ้น และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในเวลา 12-24 ชั่วโมง ระยะที่  3 : ระยะฟื้นตัว ระยะนี้ถือเป็นระยะที่ปลอดภัยและสามารถสบายใจได้ที่สุดของผู้ป่วยไข้เลือดออก เพราะเนื่องจากระยะนี้คือระยะที่ร่างกายให้การตอบสนองการรักษาได้ดี ชีพจรเต้นช้าลง หากเทียบกับผู้ป่วยระยะวิกฤษ ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 4 ระดับดังนี้ ขั้นที่ 1 : ผู้ป่วยไม่ถึงขั้นช็อค เป็นไข้เลือดออกโดยที่ไม่เกิดอาการที่ผิวหนัง ทำให้ผลการทดสอบนั้นให้ผลเป็นบวก ...

Read More »

ปฎิบัติตัวให้ถูกเมื่อเป็นไมเกรน

1.1-Headache2

ไมเกรน (Migraine) เป็นอาการปวดศีรษะชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะอาการที่สำคัญคือ ปวดตุ้บๆ ที่บริเวณขมับข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ บางคนอาจเริ่มจากปวดแบบตื้อๆ จี๊ดๆ ก่อน แล้วค่อยรุนแรงขึ้นจนเป็นตุ้บๆ ในที่สุด ความรุนแรงของอาการปวดมีตั้งแต่ปวดปานกลางจนถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาของอาการปวดมีความแตกต่างกันในแต่ละคนตั้งแต่ 4-72 ชม. อาการปวด จะกำเริบหรือรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ขณะปวดไมเกรนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอาจไวต่อแสงหรือเสียง ดังนั้นผู้ที่เป็นไมเกรนส่วนใหญ่มักอยากอยู่ในห้องมืดและเงียบ เพราะจะทำให้อาการปวดไมเกรนดีขึ้น นอกจากนี้บางคนก่อนจะมีอาการปวดไมเกรนอาจมี “อาการนำ” มาก่อนประมาณ 5-20 นาที เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตามองไม่เห็นชั่วขณะ หรือเกิดอาการชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย สาเหตุของไมเกรน สำหรับสาเหตุและกลไกของอาการปวดไมเกรนในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้พยายามอธิบายถึงสาเหตุและกลไกของอาการปวดไมเกรนไว้หลายทฤษฏีดังนี้   เดิมเชื่อว่าเกิดจากการที่หลอดเลือดในสมองมีการหดตัวเกิดขึ้น หลังจากนั้นร่างกายมีการตอบสนอง โดยการทำให้หลอดเลือดดังกล่าวเกิดการขยายตัว ซึ่งการขยายตัวของหลอดเลือดนี่เองเป็นสาเหตุของการปวดไมเกรน  ต่อมาพบว่า เส้นประสาทคู่ที่ 5 หรือที่เรียกว่า ไทรเจมินัล (trigeminal) และสารเคมีในสมองที่ชื่อซีโรโตนิน (serotonin) ซึ่งเชื่อว่าการเสียสมดุลของสารเคมีนี้ในสมองเป็นสาเหตุของการปวดไมเกรน เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าเมื่อมีอาการปวดไมเกรน ระดับซีโรโตนินในสมองจะลดลง ทำให้เกิดการกระตุ้นผ่านเส้นประสาทไทรเจมินัลไปยังหลอดเลือดที่เยื่อหุ้มสมองด้านนอก ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวจนบวมและอักเสบในที่สุด  นอกจากนี้มีการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าไมเกรนสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แต่จะเกิด อาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่มากระตุ้นด้วย ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดไมเกรน  ปกติแล้วอาการปวดไมเกรนจะกำเริบขึ้นเมื่อมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น ซึ่งแต่ละคนจะมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันออกไป ...

Read More »

โรคอัลไซเมอร์ รู้จักไว้เนิ่นๆ ป้องกันได้

2.1-health

อาการหลงๆ ลืมๆ จำไม่อะไรไม่ค่อยได้หรือที่รู้จักกันดีว่า อัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมซึ่งพบได้บ่อยในวัยสูงอายุ เป็นแล้วไม่มีวันหายเพราะเซลล์สมองเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกถูกผิด การควบคุมตัวเอง และมีปัญหาในเรื่องการ ใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด อัลไซเมอร์ พบมากในกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้มีมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ในทุกเชื้อชาติ แต่พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์บางท่าน อาจจะมีอาการซึมเศร้า วิตก กระสับกระส่าย หากอาการเป็นมากขึ้น บางท่านอาจมีอาการโมโหหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย มีความจำเสื่อมหรือ หลงลืม เรื่องที่ลืมก็จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลืมปิดเตารีด ลืมกินยา หรือใครมาพบวันนี้ ก็ลืมชื่อคน ลืมของ หาของใช้ส่วนตัวไม่พบ ชอบพูดซ้ำ ถามคำถามซ้ำ เพราะจำคำตอบไม่ได้ มีปัญหาเรื่องการพูดและการใช้ภาษา คือจะคิดคำศัพท์บางคำไม่ออก มักจะใช้คำใกล้เคียงแทน  แม้ว่าโรคอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแนวทางป้องกัน ซึ่งมีรายงานจากต่างประเทศอ้างว่า การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญออกซิเจนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ชะลอความแก่ชราได้ หากเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย  ที่สำคัญในการขับรถ เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ห้ามขับรถเด็ดขาด  เมื่อพบว่าเป็นโรคนี้ควรพยายามให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย เช่นเดินครั้งละ 30 นาทีวันละ 3 ...

Read More »

รู้จักโรคด่างขาว

2.1-skin

โรคด่างขาวหรือที่รู้จักกันแบบอินเตอร์ว่า (Vitiligo) เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ ลักษณะเป็นผื่นสีขาว มีขอบเขตชัดเจน ขนหรือผมบริเวณที่เป็นผื่นอาจมีสีขาว เวลาออกแสงแดดจะรู้สึกแสบและแพ้ง่าย โรคนี้เกิดจากเมลาโนไซต์ขาดการสร้างเมลานิน ผื่นอาจมีสีขาวเป็นหย่อมๆ ซึ่งพบได้มากกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และผู้ป่วยจะมีอาการผมร่วงเป็นหย่อม นอกจากนี้ยังพบกับผู้ป่วยที่เป็น โรคของต่อมไธรอยด์ และโรคโลหิตจาง บริเวณที่พบบ่อยคือ ใบหน้า คอ รอบตา จมูก นม สะดือ อวัยวะเพศ รักแร้ ขาหนีบ บางรายพบผมขาวเป็นหย่อมๆที่ศีรษะ แม้ว่าจะเป็นโรคซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าโรคนี้น่าจะเกิดจากร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ของตัวเอง การรักษา แพทย์จะให้รับประทานยาชนิดหนึ่งคือ ซอราเลน (Psoralen) ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตชนิด เอ สำหรับบางแห่งอาจไม่มีเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลต แพทย์ก็จะแนะนำให้รับประทานยาซอราเลนประมาณ 2 ชม. ก่อนแล้วค่อยไปตากแดด ทั้งนี้เพื่อให้ยาไปออกฤทธิ์กับแสงบริเวณหนังกำพร้า เพื่อกระตุ้นเซลล์สร้างสี แต่บางรายแพทย์จะรักษาโดยใช้เป็นยาทาในรูปครีมหรือโลชั่น โดยทาก่อนตากแดดเพียงครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็ให้ผู้ป่วยไปตากแดด โดยเริ่มตากแดดในวันแรกนาน 5 นาที วันต่อมาจะค่อยๆเพิ่มระยะเวลาตากแดดไปเรื่อยๆ จนถึง 15-30 นาที การตอบสนองจะพบว่าผิวหนังเริ่มแดงก่อน ต่อมาจะพบลักษณะสีคล้ำรอบๆเส้นขน ลักษณะสีคล้ำ จะค่อยๆขยายวงกว้างขึ้น แต่ถ้าตากแดดมากเกินไปอาจเกิดผิวหนังไหม้ ซึ่งต้องระวัง การรักษาโดยการรับประทานยาและทายาเช่นนี้ควรทาสัปดาห์ละอย่างน้อย 2-3 ...

Read More »

โรคน้ำกัดเท้า

3.1-foot

น้ำกัดเท้าหรือที่รู้จักในชื่อ “ฮ่องกงฟู้ต” เป็นโรคที่พบได้บ่อยและยากที่จะหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม ซึ่งส่งผลให้ผู้ประสบภัยมีความจำเป็นต้องย่ำเท้าลุยน้ำ หรือเดินท่ามกลางน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เพื่อเคลื่อนย้ายข้าวของ และไปรับเครื่องอุปโภคบริโภค หรือเพื่อการอพยพไปหาที่พักพิงใหม่ โรคน้ำกัดเท้า มีสาเหตุสำคัญจากการติดเชื้อราบริเวณผิวหนังเนื่องจากผิวหนังมีความเปื่อยยุ่ยเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน พบบ่อยในบริเวณผิวหนังที่มีความอับชื้นมาก โดยเฉพาะบริเวณง่ามนิ้ว ทั้งนิ้วเท้าและนิ้วมือ อาการของผู้ป่วย หลังผู้ป่วยย่ำน้ำหรือเดินลุยน้ำ ได้นานสัก 2-3 วัน ผิวหนังบริเวณง่ามนิ้วเท้าจะมีลักษณะลอกและเปื่อยยุ่ย จากนั้นอาจมีการติดเชื้อราซึ่งชอบอาศัยอยู่ในที่อับชื้นตามมา ผิวหนังที่ติดเชื้ออาจเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำและมีอาการคันร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้หลังจากติดเชื้อราบริเวณเท้าคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นแผลพุพองหรือเป็นฝีหนอง การรักษา โรคน้ำกัดเท้า รักษาให้หายได้ไม่ยาก ยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาคือ ยาฆ่าเชื้อราชนิดทาเฉพาะที่  ซึ่งต้องใช้นาน 7-10 วัน การรักษาดังกล่าวควรทำควบคู่ไปกับการทำความสะอาดเท้าและง่ามนิ้วเท้าด้วยน้ำและสบู่ จากนั้นเช็ดให้แห้ง และหลีกเลี่ยงการย่ำเท้าหรือเดินลุยน้ำอีกสักระยะหนึ่ง เพราะอาจทำให้โรคไม่หายขาดหรือเกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอีก กรณีติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเฉพาะที่และยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน ควบคู่กันไปด้วย การป้องกันโรคน้ำกัดเท้า สามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการเดินย่ำน้ำหรือเดินลุยน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆ กรณีจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง  ก็ควรสวมรองเท้าบู้ท ที่สามารถป้องกันน้ำเข้ามาสู่เท้าได้ อาจมีความยาวพอสมควรหรือสวมรองเท้าบู้ทเหนือเข่า เพื่อป้องกันน้ำเข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบและต้องแน่ใจว่ารองเท้านั้นไม่รั่วซึม ป้องกันน้ำเข้าได้  รวมทั้งการล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนและเช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังจากเดินลุยน้ำท่วมขังนั้นมาแล้ว แม้โรคน้ำกัดเท้าจะไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรงแต่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจไม่ใช่แค่การเดินลุยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่การใส่รองเท้าที่ไม่สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกันที่ทำให้เกิดน้ำกัดเท้าได้ เช่นรองเท้าเซฟตี้ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น  

Read More »

รู้เรื่องไอโอดีน..ช่วยโรคคอพอก

1.1-neck

ปัจจุบันข่าวสารเรื่องไอโอดีนเผยแพร่ไปทั่ว หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลก็ส่งเสริมให้ชาวบ้านรับประทานเกลือไอโอดีนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผสมไอโอดีมเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น  น้ำปลา หรือไข่ เพื่อให้ได้รับในปริมาณที่พอเพียงเพื่อป้องกันการเกิดโรคคอพอก เราควรจะต้องรับประทานเกลือเสริมไอโอดีนเสมอหรือไม่   ถ้ารับประทานเค็ม อาหารอะไรก็เหยาะเกลือ เติมน้ำปลาจะได้รับไอโอดีนมากเกินไปหรือเปล่า  และถ้าได้รับมากเกินไปจะเกิดโทษต่อร่างกายหรือไม่ หน้าที่และความสำคัญของสารไอโอดีนคืออะไรแน่ เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคคอพอกทั้งสิ้น   เวลาอ่านปริมาณไอโอดีนในอาหารที่เสริมไอโอดีน จะแปลอย่างไร? รับประทานเกลือทะเลก็พอแล้วใช่ไหม ? บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และยังคลายข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาว่าจะได้รับไอโอดีนมากเกินไปหรือไม่ อีกด้วย ไอโอดีน (Iodine) เป็นธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีสีเขียวดำและเป็นพิษใช้เป็นสารรังสีในการตรวจรักษาโรคไธรอยด์หรือใช้ผสมเป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน ในอาหาร ไอโอดีนจะไม่อยู่ในรูปที่เป็นธาตุ แต่จะอยู่ในรูปของเกลือไอโอไดด์ (iodide) หรือ เกลือไอโอเดต (iodate) ร่างกายไม่สามารถสร้างธาตุนี้ได้ จะต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ซึ่งมีอยู่มากในอาหารทะเล มีผู้พบว่าโรคคอพอกสัมพันธ์กับการขาดอาหารทะเลและไอโอไดด์ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มมีการเติมหรือเสริมไอโอไดด์ในเกลือ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 หรือเมื่อปี พ.ศ.2473 ในสมัยรัชการที่ 6 และยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนเกลือที่ไม่เสริมไอโอดีนเลยก็มีจำหน่ายเช่นกัน ปัจจุบันปัญหาการขาดธาตุไอโอดีน  ซึ่งเป็นสาเหตุนำมาของโรคคอพอก ยังคงพบอยู่ในหลายประเทศที่ห่างไกลทะเลเช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา  อเมริกากลาง ส่วนในประเทศไทยก็ยังคงมีบ้างในบางพื้นที่ แม้ตัวเลขของโรคขาดสารไอโอดีนจะลดน้อยลงก็ตาม (ร้อยละ 3.3 ...

Read More »

โรคหัดเยอรมัน โรคในเด็กที่ควรรู้

3.1-new-born

โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการไข้และผื่นทั่วตัว ในเด็กส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงแต่เป็นโรคที่มีความสำคัญเพราะถ้าสตรีมีครรภ์เป็นโรคหัดเยอรมันในระยะ 3-4เดือนแรก เชื้อไวรัสจะผ่านไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการทางหูตา หัวใจ และสมอง สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Rubella มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 14-21 วัน เฉลี่ย16-18วัน การติดต่อโรคหัดเยอรมันติดต่อกันได้โดยการสัมผัสโดยตรงเชื้อที่อยู่ในลำคอของผู้ป่วยผ่านออกมาทางการไอ จาม เข้าสู่ทางระบบการหายใจประมาณร้อยละ 20-50 ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการระยะ 2-3วัน ก่อนมีผื่นขึ้นในช่วง 7 วันและมีไข้สูง  ถ้าเป็นในหญิงมีครรภ์จะทำให้ลูกคลอดออกมามีความพิการได้ตั้งแต่ร้อยละ25-40 ทั้งนี้แล้วแต่ระยะของ การตั้งครรภ์ อาการของโรค  ในเด็กโต จะเริ่มด้วยต่อมน้ำเหลืองที่หลังหู ท้ายทอย และด้านหลังของลำคอโตและเจ็บเล็กน้อย จะรู้สึกไม่สบาย ปวดหัว ไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายเป็นหวัดมีเจ็บคอร่วมด้วย 1-5 วัน ประมาณวันที่ 3ผื่นจะขึ้นเป็นสีชมพูจางๆ กระจายอยู่ห่างๆ เริ่มขึ้นที่หน้าแล้วลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ผื่นเห็นชัดเจนบริเวณแขนขา ในทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์และคลอดออกมามีความพิการจะมีอาการแตกต่างกันแล้วแต่ระยะที่แม่ติดเชื้อ ถ้าแม่เป็นในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 1-4 จะพบทารกมีความพิการได้ถึงร้อยละ 30-50 สัปดาห์ที่ 5-8 พบได้ร้อยละ 25 และสัปดาห์ที่ 9-12 พบพิการได้ร้อยละ 8 ความพิการที่พบได้บ่อยคือ ความพิการทางตา ความพิการที่หัวใจ ...

Read More »

แผลร้อนใน เป็นแล้วรักษาได้

1.1-toothache-1

“อาการร้อนใน” หรือมีแผลร้อนใน จัดเป็นอาการที่ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอะไรจนถึงแก่ชีวิต แต่มันสร้างความเจ็บปวดและความรำคาญให้กับคนที่เป็นไม่ใช่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการร้อนในนี้มักพบมากในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ลิ้น แม้กระทั่งที่เหงือกก็ยังสามารถเกิดร้อนในขึ้นมาได้  เชื่อได้ว่าทุกคนต้องเคยเป็นร้อนในกันมาทั้งนั้น   อยู่ที่ว่าจะเป็นมากเป็นน้อย   บางคนเป็นไม่นานก็หายไป บางคนเป็นมาก กว่าจะหายก็ทำให้หงุดหงิด  เพราะมีอาการเจ็บแสบ รับประทานอาการรสจัดจะทำให้แสบบริเวณที่เป็นซึ่งสร้างความรำคาญในการทำงานไม่ใช่น้อย เพราะไม่มีสมาธิอยู่กับงานเลย แม้แต่ตอนนอนยังทำให้นอนไม่ค่อยหลับเพราะอาการเจ็บแสบกำเริบ วันนี้เราลองมาดูสาเหตุของอาการร้อนใน พร้อมกับวิธีแก้อาการร้อนในกันดีกว่า สาเหตุของอาการร้อนในในปาก ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ คือ นอนน้อย นอนดึก อันนี้สาเหตุอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ หรือเกิดจากการกินอาหารฤทธิ์ร้อนมากจนเกินไป เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน ของหวาน ไอศกรีม เหล้า เบียร์ ผลไม้ที่หวานมากๆ หรือเกิดจากการเผลอกัดปากตัวเอง เวลาเคี้ยวข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ ก็บังเอิญไปกัดริมฝีปากบ้าง กัดลิ้นบ้าง กระพุ้งแก้มบ้าง  หรือการกินอาหารรสจัดมากไป เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด ก็เช่นกัน เมื่อรู้สาเหตุแล้วที่นี้ลองมาดูวิธีการรักษากันบ้าง วิธีแรกคือ ป้ายยาแก้ร้อนในที่แผลตรงๆ เป็นวิธีรักษาที่เบสิกสุด และเป็นวิธีง่าย ๆ ที่คนนิยมทำมากที่สุด แค่เดินไปที่ร้านขายยาบอกว่าซื้อยาทาแก้ร้อนใน ซึ่งจะมีให้เลือกหลายยี่ห้อ จะเป็นยี่ห้อไหนก็ได้ เพราะจริง ๆ แล้วตัวยามันก็เหมือนกัน  ...

Read More »

ไข้กระต่ายโรคจากสัตว์แพร่สู่คนที่ควรรู้

2.1-health (Custom)

โรคทูลารีเมีย หรือโรคไข้กระต่าย (Rabbit Fever) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ถึงคน ที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่ง เนื่องจากสามารถติดต่อทางละอองฝอยได้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า บาซิลลัส ฟรานซิสเซลล่า ทูลาเรนซีส  โรคนี้จัดเป็นโรคประจำถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือ บางส่วนของทวีปยุโรป และบางส่วนของทวีปเอเชีย ซึ่งในประเทศ สหรัฐอเมริกาพบว่าตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้กระต่ายนี้มากกว่า 200 ราย   โรคนี้พบครั้งแรกในปี ค.ศ.1911 ที่เมือง Tulare รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นพบในอีกหลายประเทศ เช่นรัสเซีย จีน  ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ  และยุโรปตะวันออก  ถึงแม้จะมีรายงานผู้ป่วยในอเมริกาแต่ก็มีจำนวนน้อย อัตราป่วยต่ำกว่า 1 คนต่อประชากรล้านคน โรคไข้กระต่ายนี้เกิดจากสัตว์และแมลงนำโรค พบกว่าเกิดจากสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 100 ชนิด รวมทั้ง สัตว์ฟันแทะ เช่น กระต่าย หนู กระรอก กวาง และสามารถติดต่อมายังสัตว์เลี้ยงจำพวกวัว ควาย แกะ และแมว ได้ โดยมีเหลือบ เห็บ หมัด หรือยุง เป็นแมลงนำโรค โดยโรคไข้กระต่ายนี้ติดต่อมายังคนโดยแมลงพาหะที่กัดเลือดสัตว์ที่ติดเชื้อมากัดคน ...

Read More »