การออกกำลังกาย

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะเรียกว่าพอดี ?

3.3-ae63a-cardio-gym2

การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งใครๆ ต่างก็รู้ดี แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า แล้วเราต้องออกกำลังกายมากแค่ไหนล่ะ ถึงจะพอดี ? วันนี้เรามีความรู้ในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อที่จะได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่มาฝากกันค่ะ สาวๆ หนุ่มๆ คนไหนที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้ได้ผลนั้น จะต้องปฏิบัติอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และยิ่งถ้าทำได้ทุกวันแล้วก็จะยิ่งดีเลยค่ะ เพราะถ้าหากเราว่างเว้นจากการออกกำลังกายนานเกิน 3 สัปดาห์ ผลที่ได้ในการออกำลังกายครั้งสุดท้ายก็จะสูญเสียไป ทำให้ต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะฉะนั้น หากคิดจะฟิต อยากจะหุ่นดี เราก็ต้องอดทนและซื่อสัตย์ต่อตัวเองให้มากที่สุด ออกกำลังกายนานแค่ไหนถึงจะดี ? ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ต้องนานไม่ต่ำกว่า 30 นาที และใน 30นาทีนี้ ก็จะต้องมีความสม่ำเสมอต่อเนื่องโดยไม่หยุดด้วย เพราะถ้าหากเราออกกำลังกายโดยใช้เวลาน้อยกว่านี้ ผลที่ได้ก็จะน้อยตามไปด้วย แต่ก็ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง ต่อวัน เพราะจะเป็นการทำลายกล้ามเนื้อเปล่า ๆ แถมอาจจะเกิดการบาดเจ็บของข้อต่อและเส้นเอ็นด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว การออกกำลังกายนานๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของเราจะดึงพลังงานส่วนเกินออกมาใช้มากขึ้น แต่อาจจะเป็นการดึงกล้ามเนื้อมาใช้งานมากกว่านั่นเองค่ะ ความเหมาะสมของการออกกำลังกายในแต่ละวันจึงอยู่ที่ 30-45 นาที นั่นเอง เราควรออกกำลังกายหนักแค่ไหนถึงจะได้ผล ? ตัวกำหนดความหนักเบานั้น  ถ้าจะพูดตามหลักวิชาการก็คือ ชีพจรในร่างกายของเรานั่นเอง ซึ่งชีพจรของคนเรานั้น โดยปกติในวัยเด็กแรกเกิด หัวใจก็ยังแข็งแรงดีอยู่ จึงสามารถเต้นได้เร็วที่สุดถึงประมาณ 220 ...

Read More »

วอร์มอัพ & คูลดาวน์ สำคัญอย่างไร?

2.1-how-to-warm-up-and-cool-down

การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานบ้านงานสวน การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายทั้งนั้น แต่การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพนั้น จะต้องมีการ warm up และ cool down เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีความพร้อมและชะลอเครื่องลงหลังจากการใช้งานแล้ว เพราะฉะนั้น การ warm up จึงช่วยป้องกันการบาดเจ็บให้กับร่างกายนั่นเอง ส่วนการ cool down ก็จะช่วยป้องกันการปวดเมื่อย ตามกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ได้ ทำไมเราจึงต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ? ก่อนออกกำลังกายควร warm up อย่างไร ? วิธีการเตรียมความพร้อมด้วยการวอร์มอัพก็ง่ายๆ เลย เพียงแค่ซอยเท้าอยู่กับที่ หรือเดินเร็วๆ เพื่อให้มีเหงื่อออกเพียงเล็กน้อย หรือจะควงแขนหมุนมือไปข้างหน้า ข้างหลัง ขยับหลัง ขยับไหล่ ทำอย่างต่อเนื่องเบาๆ ประมาณ 5 นาที แล้วยืดกล้ามเนื้อด้วยการเหยียดแขน เหยียดขา เหยียดศอก เหยียดไหล่ แต่ทุกๆ ค้างไว้ 5 วินาที จะช่วยให้ร่างกายได้เตรียมพร้อมเพื่อที่จะออกกำลังกายในขั้นต่อไปได้  การ Cool Down เพื่อลดการบาดเจ็บคืออะไร ? Cool Down ด้วยการเดินช้าๆ ...

Read More »

มาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วย 5 กีฬายอดฮิตกันเถอะ!

3.1-Excercising-007

ในช่วงปีสองปีมานี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาเลยค่ะ จะเห็นได้ว่าบรรดาเซเลปทั้งต่างประเทศและบ้านเรานั้นต่างก็เอ็นจอยกับการกินแบบ Healthy และการออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งทำให้หลายๆ คนนั้นหันมาสนใจในเรื่องของการดูแลตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ นั่นเอง และใครก็ตามที่กำลังคิดอยู่ว่า เราควรออกกำลังกายยังไงดี ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดที่จะทำเลย พอคิดได้แล้วมันก็รู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้สิ อย่ากังวลไปเลยค่ะ เพราะบทความนี้เราจะมานำเสนอ 5 วิธีการออกกำลังกายยอดฮิตที่ใครๆ ก็สามารถทำได้มาฝากกัน มาดูเลย! 1.เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงด้วยการเดินเร็ว การเดินเร็วจะเหมาะกับกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนอ้วน เพราะเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกน้อย ซึ่งการเดินควรเดินแบบเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยและใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีในการเดินแต่ละครั้ง ถึงจะได้ผลทางด้านการออกกำลังกาย แถมเรายังสามารถผ่อนคลายอารมณ์ ด้วยการชมทิวทัศน์โดยรอบได้อีกด้วยล่ะ 2.เร่งอะดรีนาลีนในร่างกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้ง การวิ่งจ๊อกกิ้งถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมาก เพราะสามารถปรับความหนักเบาได้ด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายไม่สูงเพียงแค่ซื้อรองเท้าวิ่งดีๆ ก็เท่านั้น  อีกทั้งยังออกกำลังได้ทุกสภาพอากาศ ฝนตกก็อาจวิ่งเหยาะๆ อยู่ภายในบ้าน อากาศร้อนก็อาจจะออกมาวิ่งที่สวนสาธารณะก็ได้ แต่ข้อควรระวังก็คือ ในขณะที่วิ่งก็อาจจะมีการกระแทกที่เท้าขณะวิ่ง จนอาจจะให้เกิดการบาดเจ็บได้บ่อย เช่น ข้อเท้าพลิก หรือเอ็นร้อยหวายอักเสบ ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้โดยการเลือกใช้รองเท้าสำหรับการวิ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกลงได้ พยายามวิ่งบนพื้นที่เรียบหรือสนามหญ้า 3.ปั่นจักรยานอยู่กับที่ออกแรงไม่มากแต่ได้ผล การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอยู่กับที่นั้นถือว่าได้ผลดีเหมือนการวิ่งจ๊อกกิ้งเลยทีเดียว ต่างกันตรงที่การปั่นจักรยานอยู่กับที่นั้นจะไม่มีแรงกระแทกที่เท้า เพราะอานรองนั่งของจักรยานได้รองรับน้ำหนักตัวตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงสะโพกไว้แล้ว เราจึงไม่ค่อยได้รับบาดเจ็บมากเท่าไหร่ และยังสามารถปรับความหนักได้โดยปรับปุ่มความฝืดของวงล้อและความเร็วในการถีบได้อีกด้วย ข้อดีของมันก็คือ เราสามารถถีบเพื่อออกกำลังกายได้ทันทีที่ต้องการ และยังใช้เป็นเครื่องออกกำลังกายได้สำหรับทุกคนในครอบครัวอีกด้วย 4.ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับความสนุกสนานด้วยการเต้นแอโรบิค การเต้นแอโรบิคนั้นถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่เพลิดเพลินมาก จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มสาวๆ มากเป็นพิเศษ ...

Read More »

มาเสริมสร้างร่างกายให้ Healthy ด้วยการออกกำลังกายกันเถอะ!

3.2-Exercise-More

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่คุ้นหูกันว่า ความไม่มีโรคนั้นย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะไม่ว่าใครก็ตามแต่ ล้วนต้องการชีวิตที่ยืนยาว และสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกันทั้งนั้น ซึ่งปัจจัยของการมีสุขภาพที่ดีที่หลายคนมักจะมองข้ามก็คือ การออกกำลังกายนั่นเอง ทำไมหลายคนจึงมักมองข้ามการออกกำลังกาย? สาเหตุหลักๆ เลยคงจะเป็นเพราะความขี้เกียจ บวกกับไม่มีเวลา ซึ่งหลายคนคงจะเคยคิดว่า ก็ตอนนี้ฉันยังแข็งแรงดีอยู่ จะออกกำลังกายไปทำไมให้เหนื่อยเปล่าๆ หรือใครที่ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า กลับบ้านอีกทีก็มืดค่ำดึกดื่น แถมยังเหนื่อยเพลีย ก็คงไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาออกกำลังกายได้เหมือนกัน เราสามารถออกกำลังกายง่ายๆ ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง ? ไม่ยากเลยค่ะ ในตอนเช้าๆ อากาศดีๆ ก่อนไปทำงานก็เดินจ๊อกกิ้งสัก 20 นาที หรืออาจจะเล่นโยคะหน้าบ้านก็ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีเหมือนกัน แต่ถ้ามีเวลาเพิ่มขึ้นมาอีกนิด หรือในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ก็อาจจะออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรคบิคอยู่ในบ้าน ซื้อดัมเบลมายกน้ำหนัก เดินเร็วในระยะทางที่ไกล หรืออาจจะว่ายน้ำก็เป็นตัวเลือกของการออกกำลังที่ดีค่ะ เราควรออกกำลังกายนานแค่ไหนถึงจะเพียงพอ หากเราคาดหวังว่าอยากให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็ต้องออกกำลังกายให้ได้เป็นประจำทุกวัน หรืออาทิตย์ละ 3 – 5 วันก็ได้ ซึ่งการออกกำลังกายในแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที  แนะนำว่า ในระยะแรกๆ ของการออกกำลังกายนั้นไม่ควรหักโหมมากเกินไป จะต้องค่อยๆ ออกกำลังกายไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะอยู่ตัว แล้วค่อยเพิ่มความหนักและระยะเวลาของการออกกำลังกายให้นานมากขึ้นค่ะ การออกกำลังกายจะช่วยสร้างชีวิตให้ Healthy ได้อย่างไร ? เคยสังเกตดูคนที่เค้าออกกำลังกายบ่อยๆ ไหมคะ ...

Read More »

มาเช็คความพร้อม ก่อนออกกำลังกายกันเถอะ!

3.4-health

คนเราเกิดมาจนถึงอายุ 25 ปีนั้น ร่างกายก็ยังคงความแข็งแรงอยู่ อย่างที่เราๆ ชอบพูดกันว่ายังฟิตปั๋งอยู่นั่นเอง แต่พอถึงวัย 30 ปีแล้ว ความฟิตของร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมลงประมาณปีละ 2 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ถ้าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ร่างกายก็จะชะลอความเสื่อมลงน้อยกว่าคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย เมื่อเราคิดได้ว่าควรจะต้องออกกำลังกายกันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องคำนึงถึงความพร้อมของร่างกายตัวเองด้วย ถ้าหักโหมจนเกินไป ก็อาจจะมีผลเสียมากกว่าผลดีได้ เพราะฉะนั้นการตรวจร่างกายเพื่อรับรู้ประสิทธิภาพของร่างกายตัวเองจึงเป็นสิ่งที่เราควรทำที่สุด ทำไมเราจะต้องทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยล่ะ? การทดสอบสมรรถภาพทางกายจะช่วยตรวจสอบความพร้อมก่อนออกกำลังกาย และยังสามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเราได้ด้วย ซึ่งมีวิธีขั้นตอนที่ไม่ได้ยุ่งยากเลย ดังนี้ค่ะ 1.ซักประวัติคนในครอบครัว ว่าเคยมีใครเป็นเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหัวใจหรือไม่ 2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต และตรวจจับชีพจรโดยวัดชีพจรขณะพักจะเป็นตัวบอกถึงสมรรถภาพการทำงานของหัวใจของเราได้อย่างคร่าวๆ ซึ่งถ้าหากร่างกายยังอยู่ในระหว่างการออกกำลังกาย ชีพจรจะเป็นตัวแสดงถึงสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและเป็นตัวกำหนดให้เพิ่มหรือลด ความหนักเบาต่อการออกกำลังกายได้ ขึ้นอยู่กับเพศ วัย อายุ และความสมบูรณ์ของร่างกายนั่นเอง 3.วัดความจุปอด จะเป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานของปอด ด้วยการสูดอากาศเข้าเต็มปอด แล้วเป่าออกมาอย่างเต็มที่ผ่านอุปกรณ์เครื่องมือทดสอบ จะทำให้ทราบถึงปริมาณความจุอากาศในปอด ซึ่งความจุนี้จะมีผลต่อการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ใช้ระยะเวลาติดต่อกัน 4.ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือ ด้วยการวัดแรงบีบมือ วิธีนี้จะทำให้เราทราบถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่จะต้องใช้งานหรือออกแรงอยู่เสมอในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งการทดสอบจะทำได้โดยออกแรงบีบที่เครื่องมือซึ่งจะปรากฏผลเป็นค่าของตัวเลขให้เราทราบค่ะ 5.วัดความอ่อนของตัว จะเป็นการวัดขีดความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวของข้อต่อและกล้ามเนื้อ หรือแม้กระทั่งการเหยียดของเอ็นยืดของข้อต่างๆ ว่าสามารถเคลื่อนไหวและยืดเหยียดได้เต็มมุมพิกัดของข้อต่อมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง 6.วัดสรรถภาพการใช้ออกซิเจน เป็นการวัดสมรรถภาพของหัวใจและการไหลเวียนโลหิตโดยใช้จักรยานมาวัดการทำงานของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ ของร่างกาย ...

Read More »

การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคไต

1.1-gym

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์กับร่างกายเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตนั้นต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ จะโลดโผนหรือหักโหมเกินไปคงไม่ได้ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายและกระทบกระเทือนต่อการทำงานของไตได้ค่ะซึ่งก่อนที่จะออกกำลังกายทุกครั้งควรทำให้ร่างกายได้คลายกล้ามเนื้อและมีความยืดหยุ่น โดยต้องทำการ Warm up ร่างกายเสียก่อน เพียงใช้เวลาในการอบอุ่นร่างกาย อย่างน้อย 5-10 นาทีก่อนทำการออกกำลังกายทุกครั้ง หลังจากนั้นจึงค่อยทำการยืดกล้ามเนื้อให้ได้ประมาณ 5 นาที แล้วจึงค่อยต่อด้วยการออกกำลังกายต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นเดินเร็วๆ ปั่นจักรยานรอบสนาม หรือจ๊อกกิ้งเบาๆ อย่างน้อย 5-30 นาที เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี และทำให้ร่างกายส่วนต่างๆ เกิดความแข็งแรงยิ่งขึ้นค่ะ โดยในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ผู้ป่วยไม่ควรหักโหมหากมีอาการเหนื่อยหอบควรหยุดพัก และหากเป็นไปได้ควรปรึกษาแพทย์ในการออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อที่แพทย์จะได้แนะนำได้ถูกวิธีว่าควรออกกำลังกายชนิดไหนได้บ้าง และควรออกกำลังกายในระยะเวลาเท่าไร รวมถึงความถี่ของการออกกำลังกายด้วยค่ะ และหากเป็นไปได้ ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงอากาศร้อน และไม่ควรออกกำลังกายตอนทานอาหารเสร็จใหม่ๆ จะทำให้เกิดอาการจุด เสียดแน่นท้อง และอาจทำให้เกิดโรคไส้ติ่ง เพราะอาหารไปอุดตันได้ หรือจะลองฝึกท่าเบาๆ อย่างโยคะก็ไม่เสียหาย เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของไตแล้วยังช่วยลดปัญหาเรื่องปัสสาวะกระปิดกระปอย และการปวดประจำเดือนได้ค่ะ ซึ่งมีท่าออกกำลังกายง่ายๆ ดังนี้ – ท่าอรรภมัสเยนทรา ลองนั่งเหยียดเท้าซ้ายไปข้างหน้า และชันเข่าขวาคล่อมไปทางขาซ้าย จากนั้นกดเข่าขวาด้วยมือซ้ายให้ชิดกับหน้าอก และหายใจเขา จากนั้นต่อมาให้หายใจออก พร้อมกับบิดตัวไปทางขวาให้มือขวาวางอยู่บนด้านหลังและหันหนาเอียงมามองทางไหล่ขวา  –ท่าปัจจิโมตาสนะ ท่านี้ให้ทำการเหยียดขาออก 2 ข้าง จากนั้นหายใจเข้าและเหียดตัวขึ้น ทำการหายใจออกพร้อมกับก้มตัวลง – ...

Read More »

ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ..แถมได้เพื่อนเพิ่มด้วย

3.1Happy-couple-riding-bicycles

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพด้วยการปั่นจักรยานนั้น  ถือว่าเป็นกีฬาที่กำลังฮิตมากในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนก็เลือกที่จะออกไปปั่นจักรยานนอกบ้าน เพื่อจะได้เป็นการเข้าสังคมของผู้ที่รักการปั่นจักรยานเหมือนกัน ซึ่งนอกจากเราจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เราอาจจะได้เพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปั่นจักรยานแบบฟิตเนส ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายในร่วมที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้เราได้ใช้พลังงานในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีข้อดีอยู่มากมายใกล้เคียงกับการวิ่งจ๊อกกิ้งเลยทีเดียว แถมการเผาผลาญพลังงานยังดีกว่า และแทบไม่มีแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับข้อต่อต่างๆ อีกด้วย การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน เหมาะสำหรับใครบ้าง ? การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุมาก วัยรุ่นทั่วไป หรือแม้แต่คนที่มีรูปร่างอ้วน เพราะน้ำหนักตัวจะถูกแบกรับด้วยอานจักรยานเรียกได้ว่า แทบจะไม่มีแรงกระแทกที่เป็นอันตรายต่อข้อต่างๆ เลย เพราะคนที่เป็นโรคปวดหลังหรือคนอ้วนนั้นจะไม่เหมาะกับการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อข้อต่อ เช่น ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง  หรือการออกกำลังกายหนักๆ ปั่นจักรยานนานแค่ไหนถึงจะได้ผลในเรื่องของสุขภาพที่ดี ? สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องออกกำลังกายให้ชีพจรของเราเต้นสูงขึ้นถึงระดับ 70% จะถึงจุดที่หัวใจปอดและหลอดเลือดต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างมาก แล้วเราจะเลือกปั่นจักรยานประเภทไหนดีล่ะ? การปั่นจักรยานเสือภูเขาที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ท้าทายอย่างหนึ่ง แต่หลายคนคงสงสัยว่า แล้วจำเป็นไหมที่เราจะต้องปั่นจักรยานเสือภูเขาเหมือนคนอื่นๆ คำตอบคือไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเราสามารถออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานประเภทไหนก็ได้ แต่เหตุผลที่จักรยานเสือภูเขาเป็นจักรยานที่กำลังฮิต ก็เพราะว่าเป็นจักรยานที่ใช้ในการผจญภัย ทำให้ผู้ปั่นได้ความสนุกสนาน และยังมีประโยชน์หลายทางทั้งร่างกายและจิตใจ แต่อย่างไรก็ตามก็มีอันตรายจากการปั่นจักรยานเสือภูเขาอยู่ไม่น้อย เช่น ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุรถล้มก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง หากเล็กน้อยก็อาจจะได้แค่แผลถลอก รอยฟกช้ำ  แต่ถ้ารุนแรงหน่อยก็อาจจะมีกระดูกหักได้บ้าง ก่อนจะปั่นจักรยานเพื่อเพิ่มความฟิตให้กับร่างกาย ต้องเตรียมตัวอย่างไร ? ก่อนอื่นเลยเราจะต้องฝึกตัวเองให้มีความอดทนสูง และในด้านพลังกล้ามเนื้อเราก็อาจจะต้องเล่น เวท เทรนนิ่ง ...

Read More »

บูทร่างกายให้แข็งแรงได้ง่ายๆ ด้วยแอโรบิค

3.1-exercise

หลายคนรู้ดีว่าการออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์อย่างมากมาย ทั้งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แถมผิวพรรณยังดูสดใสเพราะเลือดนั้นไหลเวียนได้สะดวก แต่เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วการออกกำลังกายนั้นมีกี่ประเภท และการออกกำลังกายแบบใดจึงจะเหมาะสมกับเรามากที่สุด 1.เสริมสร้างความแข็งแรงแบบเบาๆ ด้วยการออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นเป็นการออกกำลังกายที่มีลักษณะคล้ายๆ กับการบิดขี้เกียจนั่นเอง อย่างเช่น การออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ   รำมวยจีน  ซึ่งจะช่วยยืดกล้ามเนื้อภายในร่างกายให้ผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราสามารถออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นเบาๆ ได้ด้วยการยึดกล้ามเนื้อในท่ายืด ครั้งละประมาณ 30 วินาที ซึ่งเราสามารถทำได้ในทุกที่ เช่นที่บ้าน ที่ทำงาน เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายจากความเมื่อยล้า อีกทั้งยังช่วยให้การทรงตัว และการเคลื่อนไหว ของข้อต่างๆ ดีขึ้นอีกด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้เราต้องควรระวังอะไรบ้าง ? อย่างแรกเลยก็คือ เราจะต้องระวังในเรื่องของการบาดเจ็บตามข้อต่างๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรที่จะออกกำลังกายอย่างรุนแรงมากนัก แต่ถ้าหากว่าเกิดการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นหรือกระดูกอย่างรุนแรง ก็ต้องใช้ความร้อนเข้าช่วยถึงจะดีขึ้นค่ะ  2.การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายพร้อมด้วยเสียงเพลงอย่างสนุกสนาน ซึ่งเราจะได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวะอย่างสมํ่าเสมอ ติดต่อกันไม่ตํ่ากว่า 30 นาที  การออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยในระดับที่ต้องสูดอากาศเข้าไปมากๆ จึงทำให้ปอดได้รับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดและถูกสูบฉีดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ  ส่งผลให้หัวใจของเราก็ได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นกัน  สังเกตดูสิคะ หลังจากที่เราเต้นแอโรบิคเสร็จแล้ว เราจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ขึ้นมาเลยล่ะ การเต้นแอโรบิคจะช่วยร่างกายให้แข็งแรงในด้านใดบ้าง ? การเต้นแอโรบิคจะช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงานของร่างกายมากขึ้น รวมถึงระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตก็จะทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นการฝึกความฟิตของปอดและหัวใจ ช่วยให้อาการของคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานดีขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง แถมยังช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี เราสามารถไปเต้นแอโรบิคได้ที่ไหนบ้าง ? การเต้นแอโรบิคนั้นเราสามารถเต้นที่ไหนก็ได้ ...

Read More »

เคล็ดลับออกกำลังกายให้เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

2.1-exercise

รู้ไหมคะว่าเดี๋ยวนี้เด็กตัวเล็กๆ หรือแม้แต่คุณลุงคุณป้าก็หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น เพราะสุขภาพที่แข็งแรงนั้นแสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้นชีวิตของคนเราจึงไม่ควรขาดการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็กที่เป็นวัยกำลังเจริญเติบโต ตั้งแต่สรีระร่างกายไปจนถึงสภาพจิตใจ ซึ่งถ้าหากได้รับการออกกำลังกายก็จะยิ่งสามารถพัฒนาสุขภาพโดยรวมได้ เด็กๆ ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะแตกต่างจากเด็กคนอื่นอย่างไร       เด็กที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะได้รับการกระตุ้นในส่วนของเอ็นและข้อต่อมากขึ้น สามารถเจริญเติบโตตามสัดส่วนไปด้วย เด็กที่ไม่ได้ออกกำลังกายตามวัย กระดูกก็จะเล็กและเปราะบาง แคระแกรน และเติบโตช้า นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังทำให้เกิดการกระตุ้นของฮอร์โมนต่างๆ หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ที่สามารถหลั่งออกมาได้มากขึ้นในขณะที่ออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง ส่งผลให้การศึกษาเล่าเรียนของเด็กที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่า วัยที่แตกต่างกัน ควรจะออกกำลังกายต่างกันอย่างไร                             การเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับแต่ละวัยนั้น จะส่งผลดีต่อร่างกายได้มากกว่า เพราะฉะนั้น ช่วงอายุของการออกกำลังกาย จึงควรมีความแตกต่างกันนั่นเองค่ะ – การออกกำลังกายสำหรับวัยเด็ก เด็กที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี ร่างกายจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีข้อจำกัดในการออกกำลังกายอยู่ จึงควรออกกำลังกายด้วยกีฬาง่ายๆ  ที่มีความสนุกสนาน และไม่ควรเน้นเรื่องของการแข่งขันแพ้หรือชนะเพราะจะทำให้เด็กรู้สึกกดดันและไม่ชอบเล่นกีฬาขึ้นมาได้ – การออกกำลังกายสำหรับวัยรุ่น ...

Read More »

เคล็ดลับการออกกำลังกายง่ายๆ ในหน้าร้อน

1.1exercise

การออกกำลังกายที่ต้องเล่นกลางแดด ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาเล่นประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งหลายคนมักจะหาหมวกมาใส่กัน   แต่เพราะแสงแดดนั้นทำให้ความร้อนถูกคลุมไว้บนหนังศีรษะของเราเป็นเวลานาน เราจึงควรถอดหมวกออกเป็นครั้งคราวเพื่อช่วยให้หนังศีรษะระบายความร้อนได้บ้าง ที่เราต้องทำแบบนั้น นั่นเป็นเพราะว่าสมองมนุษย์อย่างเราๆ จะสามารถทนความร้อนได้ประมาณ 39 องศา ถ้ามากกว่านี้เราก็จะเริ่มรู้สึกมึนศีรษะ ถ้าเลยไปถึง 40 องศา ก็อาจจะก็ชักและควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้  นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้การทำงานของเอ็นไซด์และระบบฮอร์โมนของร่างกายเสียหายไป เพราะสิ่งที่เป็นโปรตีนในร่างกายของเรานั้น หากต้องโดนความร้อนมากๆ ก็จะเริ่มรวน เราจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยง ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าหากเราต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ ก็อย่าให้ร่างกายขาดน้ำเด็ดขาด ออกกำลังกายในหน้าร้อนเราควรต้องระวังในเรื่องอะไรบ้าง ? ส่วนมากแล้วการออกกำลังกายในหน้าร้อนมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผิวหนังซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลายคนอาจจะเป็นผื่นแดงที่หน้าผาก แก้ม คาง เผลอๆ อาจจะลามลงมาที่คอด้วย เวลาโดนน้ำก็จะแสบ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวได้ ซึ่งคนที่มีอายุ เกิน 50 ขึ้นไป ผิวหนังก็จะเริ่มมีความเสื่อมและทนกับอุณหภูมิความร้อนของแสงอุลตร้าไวโอเลตได้ไม่มากเหมือนตอนหนุ่มสาว และยิ่งถ้าอากาศเริ่มร้อนแถมยังมีฝุ่นละอองเยอะด้วย ฝุ่นที่จับตามผิวหนังของเราก็อาจจะทำให้เราเกิดเป็นภูมิแพ้ได้ง่ายๆ เมื่อผิวหนังเกิดการแพ้เป็นผื่นแดงจากการออกกำลังกาย เราควรทำอย่างไร ? ขั้นแรกเลยเราจะต้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนผิวออกไป ไม่ต้องถูสบู่เยอะ ให้ใช้สบู่อ่อนๆ รอสักพักจนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ หลีกเลี่ยงการออกแดดและการออกกำลังกายกลางแจ้ง สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ออกกำลังกายในหน้าร้อนควรสวมเสื้อผ้าแบบไหนดี การออกกำลังกาย จะทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย ซึ่งความร้อนพวกนี้จะระบายออกทางเหงื่อ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายสูงเกินไป เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใส่เสื้อผ้าที่เป็นผ้า cotton ...

Read More »