ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด อาการของไข้เลือดออก และภาวะแทรกซ้อน

ไข้เลือดออก ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด

ถ้าพูดถึงโรคที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุด และกำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น “ไข้เลือดออก” เพราะล่าสุด ดาราชื่อดังท่านหนึ่งก็ถูกโรคนี้เล่นงานเช่นกัน แต่ไม่ใช่เป็นแค่ไข้เลือดออกธรรมดา เพราะมีภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาด้วย ทำให้อาการดูรุนแรงมากขึ้น  และล่าสุดอาการก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ วันนี้เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าโรคร้ายโรคนี้มาฝาก เพื่อที่ทุกคนจะได้ป้องกันตัวเอง รู้เกี่ยวกับอาการของโรค ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น และมีความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมากขึ้นค่ะ

shutterstock_113403859

ไข้เลือดออก ชนิดที่พบในประเทศไทยเกิดจากไวรัสเดงกี (Dengue virus) และมียุงลายเป็นพาหะของโรค สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มี 4 ชนิด คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ
DEN-4  ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ละชนิดจะมีอาการแตกต่างกันออกไป  แต่เมื่อมีการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งไปแล้ว ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีชนิดนั้นตลอดไป แต่ผู้ป่วยก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้หากได้รับเชื้อต่างชนิดกัน  ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกเฉลี่ยปีละกว่า 2 หมื่นคน และพบว่าผู้ป่วยประมาณ 60% เสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กวัย 6-12 ปี

ยุงลาย ไข้เลือดออก

อาการโดยทั่วไปของไข้เลือดออก

โดยทั่วไปผู้ป่วยไข้เลือดออกมักจะมีเลือดออกเป็นจุดๆ ตามตัว ตุ่มของโรคไข้เลือดออกจะคล้ายกับตุ่มยุงกัด หรือตุ่มของโรคทั่วไป แต่จะสังเกตได้ว่าจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเมื่อกดดึงผิวหนังให้ตึง รอยแดงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา ซึ่งถ้ามีอาการตามที่กล่าวมานี้ร่วมกับมีไข้สูงตลอดเวลา ควรนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยด่วน

 

ไข้เลือดออกจะแบ่งออกเป็น  3 ระยะ โดยแบ่งเป็น ระยะไข้สูง ระยะวิกฤต และระยะพักฟื้น ซึ่งแต่ละระยะมีลักษณะอาการต่างๆดังต่อไปนี้

 

  1. อาการไข้เลือดออกระยะไข้สูง : อาการไข้เลือดออกระยะนี้ จะพบว่ามีอาการไข้สูงประมาณ 39 – 40 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 2-7 วัน นอกจากนี้ยังมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและปวดศีรษะร่วมด้วย แม้กินยาลดไข้ หรือเช็ดตัวแล้วอาการก็จะไม่ทุเลาลง เนื้อตัวและใบหน้ามักจะแดงกว่าปกติ บางคนอาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง หรือมีผื่นขึ้นร่วมด้วย
  2. อาการไข้เลือดออกระยะวิกฤติ : หลังจากที่มีอาการไข้เลือดออกระยะไข้สูงมาระยะหนึ่งแล้ว ไข้ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว และจะมีการรั่วของพลาสมา (Plasma) หรือน้ำเหลืองออกนอกเส้นเลือด ระยะนี้เป็นระยะที่ถือว่ารุนแรงที่สุด และกินเวลานานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง ขึ้นกับอาการ และภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแต่ละราย ในกรณีที่รุนแรงจะมีพลาสมารั่วออกมานอกเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก และถ้าให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดทดแทนไม่ทัน ผู้ป่วยอาจจะเกิดการช็อกกะทันหันหรือเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงได้ แต่ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงมาก ผู้ป่วยจะสามารถผ่านอาการไข้เลือดออกระยะวิกฤตนี้ไปได้โดยปลอดภัย และจะเข้าสู่ระยะพักฟื้นอย่างรวดเร็ว
  3. อาการไข้เลือดออกระยะพักฟื้น : อาการไข้เลือดออกระยะนี้ เป็นระยะที่พลาสมาถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด อาการโดยรวมจะดีขึ้น สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่มักจะไม่อยากกินอาหาร ชีพจรเต้นช้าลง ในบางรายอาจมีผื่นขึ้นตามร่างกาย เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และปัสสาวะจะออกมากขึ้น ซึ่งเป็นอาการปกติในระยะพักฟื้น

mosquitoes-sucking-blood-on-hand

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้เลือดออก

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคไข้เลือดออก คือ เลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ไม่รุนแรง ไปจนถึงรุนแรงมาก ชนิดที่ไม่รุนแรง ได้แก่ เลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล แต่หากถึงขั้นรุนแรง จะมีเลือดออกตามอวัยวะภายในต่างๆ เช่น สมอง กระเพาะอาหาร ลำไส้ และปอด เป็นต้น ซึ่งอาการในลักษณะนี้  ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของโรคไข้เลือดออก  เพราะนอกจากจะมีภาวะเลือดออกรุนแรง และภาวะช็อกแล้ว หากมีเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือมีเลือดออกในสมองมักมีอัตราการเสียชีวิตสูง อีกทั้งยังมีโอกาสอาจเกิดภาวะตับวาย มีอาการดีซ่าน  นอกจากนี้อาจเป็นปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบแทรกซ้อนได้ ดังนั้นผู้ป่วยไข้เลือดออกควรได้รับการควรตรวจดูอาการอย่างใกล้ชิด

 

การป้องกันไข้เลือดออก

          – ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยกำจัดภาชนะที่มีน้ำขังบริเวณบ้าน เช่น ยางรถยนต์ ถัง ขวดน้ำ อ่างน้ำ เป็นต้น เพราะจะเป็นแหลงเพาะพันธุ์ของยุงลาย

          – ใช้สารเคมี เช่น ทรายอะเบท และยาฆ่าลูกน้ำ ใส่ในบ่อน้ำ ใช้สารเคมีพ่นตามบ้าน และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

          – ปกป้องร่างกาย ด้วยการใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ยาทากันยุง แต่หากใครไม่ชอบกลิ่นของโลชั่นกันยุง ก็สามารถใช้สติกเกอร์กันยุงแปะตามเสื้อผ้าด้วย ซึ่งการใช้สติ๊กเกอร์กันยุงจะดีกว่าตรงที่ไม่มีกลิ่นมารบกมากเมหือนกับการทาโลชั่นวน และไม่ระคายเคืองผิวหนังอีกด้วย

22687-all-natural-ways-to-keep-mosquitoes-away

วิธีการรักษาไข้เลือดออก

ให้ยาลดไข้ ยาลดไข้ที่ควรใช้คือ “พาราเซตามอล” ห้ามใช้แอสไพริน และไอโบรบรูเฟน อย่างเด็ดขาด เพราะจะกัดกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

– ดื่มน้ำให้เพียงพอ และในรายที่ร่างกายชาดน้ำอย่างรุนแรง ควรดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ  เพื่อป้องกันภาวะช็อคจากการขาดน้ำ

– ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย มื้อเท้าเย็น คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น หน้ามืด ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

 

เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าโรคนี้มีความรุนแรงมากแค่ไหน ดังนั้นอย่าได้ประมาทกับเจ้าโรคนี้เด็ดขาด และในเมื่อรู้แล้วว่าโรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เมื่อไม่ถูกยุงกัดก็จะไม่เป็นโรค ดังนั้นรู้วิธีป้องกันแล้วก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามกันนะคะ อย่ารอให้เป็นโรคแล้วมารักษาทีหลังจะดีกว่า เพราะไม่ว่าโรคใดๆการป้องกันนั้นดีที่สุด หรืออย่างที่โบราณกล่าวไว้ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” สำนวนนี้ยังใช้ได้ดีเสมอค่ะ

nxmzrbyi1G6kypz8rqx-o

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้