3.1-new-born

โรคหัดเยอรมัน โรคในเด็กที่ควรรู้

โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการไข้และผื่นทั่วตัว ในเด็กส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงแต่เป็นโรคที่มีความสำคัญเพราะถ้าสตรีมีครรภ์เป็นโรคหัดเยอรมันในระยะ 3-4เดือนแรก เชื้อไวรัสจะผ่านไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการทางหูตา หัวใจ และสมอง สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Rubella มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 14-21 วัน เฉลี่ย16-18วัน การติดต่อโรคหัดเยอรมันติดต่อกันได้โดยการสัมผัสโดยตรงเชื้อที่อยู่ในลำคอของผู้ป่วยผ่านออกมาทางการไอ จาม เข้าสู่ทางระบบการหายใจประมาณร้อยละ 20-50 ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการระยะ 2-3วัน ก่อนมีผื่นขึ้นในช่วง 7 วันและมีไข้สูง  ถ้าเป็นในหญิงมีครรภ์จะทำให้ลูกคลอดออกมามีความพิการได้ตั้งแต่ร้อยละ25-40 ทั้งนี้แล้วแต่ระยะของ

การตั้งครรภ์
อาการของโรค  ในเด็กโต จะเริ่มด้วยต่อมน้ำเหลืองที่หลังหู ท้ายทอย และด้านหลังของลำคอโตและเจ็บเล็กน้อย จะรู้สึกไม่สบาย ปวดหัว ไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายเป็นหวัดมีเจ็บคอร่วมด้วย 1-5 วัน ประมาณวันที่ 3ผื่นจะขึ้นเป็นสีชมพูจางๆ กระจายอยู่ห่างๆ เริ่มขึ้นที่หน้าแล้วลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ผื่นเห็นชัดเจนบริเวณแขนขา ในทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์และคลอดออกมามีความพิการจะมีอาการแตกต่างกันแล้วแต่ระยะที่แม่ติดเชื้อ ถ้าแม่เป็นในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 1-4 จะพบทารกมีความพิการได้ถึงร้อยละ 30-50 สัปดาห์ที่ 5-8 พบได้ร้อยละ 25 และสัปดาห์ที่ 9-12 พบพิการได้ร้อยละ 8 ความพิการที่พบได้บ่อยคือ ความพิการทางตา ความพิการที่หัวใจ หูหนวก ความผิดปกติทางสมอง ศีรษะและสมองเล็ก อาการผิดปกติเหล่านี้พบได้ในความรุนแรงแตกต่างกันและอาจพบได้หลายอย่างร่วมกันได้ 

3.3-health

การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ในหญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสโรคหัดเยอรมันควรได้รับการตรวจเลือดทันทีเพื่อดูว่าเคยเป็นและมีภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมันหรือไม่ถ้าตรวจพบภูมิคุ้มกันที่จำเพาะสำหรับเชื้อหัดเยอรมัน แสดงว่าน่าจะมีภูมิคุ้มกันแล้วแต่กรณีตรวจไม่พบแนะนำให้ตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง 2-3 สัปดาห์ต่อมา ถ้าผลตรวจเป็นลบ ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง 6 สัปดาห์หลังสัมผัสโรคกรณีที่การตรวจเลือดทั้งสองครั้งให้ผลลบ แสดงว่าผู้ป่วยไม่ติดโรค แต่ถ้าเคยตรวจครั้งแรกให้ผลลบและครั้งต่อไปให้ผลบวกแสดงว่าผู้ป่วยติดโรคแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาทำแท้งในกรณีที่เด็กอาจมีความพิการแต่กำเนิด

การป้องกัน โดยการฉีดวัคซีนเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปี โดยนิยมให้ในรูปของวัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน  นอกจากการให้วัคซีนป้องกันในเด็กแล้ว สามารถให้วัคซีนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสหัดเยอรมันทั้งหญิงและชาย  ไม่ควรฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์กรณีให้วัคซีนในหญิงวัยเจริญพันธุ์ต้องป้องกันการตั้งครรภ์ในช่วงเวลา 1เดือนหลังฉีดป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย ถ้ามีอาการไอให้ใช้หน้ากาก อนามัยหรือใช้มือปิดปากและจมูกพร้อมกับล้างมือบ่อยๆ ก็จะช่วยป้องกันได้มากเลยทีเดียว

 

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้