1.1-toothache-1

แผลร้อนใน เป็นแล้วรักษาได้

“อาการร้อนใน” หรือมีแผลร้อนใน จัดเป็นอาการที่ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอะไรจนถึงแก่ชีวิต แต่มันสร้างความเจ็บปวดและความรำคาญให้กับคนที่เป็นไม่ใช่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการร้อนในนี้มักพบมากในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ลิ้น แม้กระทั่งที่เหงือกก็ยังสามารถเกิดร้อนในขึ้นมาได้  เชื่อได้ว่าทุกคนต้องเคยเป็นร้อนในกันมาทั้งนั้น   อยู่ที่ว่าจะเป็นมากเป็นน้อย   บางคนเป็นไม่นานก็หายไป บางคนเป็นมาก กว่าจะหายก็ทำให้หงุดหงิด  เพราะมีอาการเจ็บแสบ รับประทานอาการรสจัดจะทำให้แสบบริเวณที่เป็นซึ่งสร้างความรำคาญในการทำงานไม่ใช่น้อย เพราะไม่มีสมาธิอยู่กับงานเลย แม้แต่ตอนนอนยังทำให้นอนไม่ค่อยหลับเพราะอาการเจ็บแสบกำเริบ วันนี้เราลองมาดูสาเหตุของอาการร้อนใน พร้อมกับวิธีแก้อาการร้อนในกันดีกว่า

สาเหตุของอาการร้อนในในปาก ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ คือ นอนน้อย นอนดึก อันนี้สาเหตุอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ หรือเกิดจากการกินอาหารฤทธิ์ร้อนมากจนเกินไป เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน ของหวาน ไอศกรีม เหล้า เบียร์ ผลไม้ที่หวานมากๆ หรือเกิดจากการเผลอกัดปากตัวเอง เวลาเคี้ยวข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ ก็บังเอิญไปกัดริมฝีปากบ้าง กัดลิ้นบ้าง กระพุ้งแก้มบ้าง  หรือการกินอาหารรสจัดมากไป เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด ก็เช่นกัน

1.2-health

เมื่อรู้สาเหตุแล้วที่นี้ลองมาดูวิธีการรักษากันบ้าง วิธีแรกคือ ป้ายยาแก้ร้อนในที่แผลตรงๆ เป็นวิธีรักษาที่เบสิกสุด และเป็นวิธีง่าย ๆ ที่คนนิยมทำมากที่สุด แค่เดินไปที่ร้านขายยาบอกว่าซื้อยาทาแก้ร้อนใน ซึ่งจะมีให้เลือกหลายยี่ห้อ จะเป็นยี่ห้อไหนก็ได้ เพราะจริง ๆ แล้วตัวยามันก็เหมือนกัน  ให้ทาหลังอาหาร 3 มื้อ แต่บางคนชอบทาก่อนนอนมากกว่าเพราะสะดวกกว่า และตอนนอนมันจะติดทนนานกว่าเนื่องจากเราจะไม่ค่อยได้ขยับปากมากเท่าไร วิธีที่สองให้ลองเปลี่ยนยาสีฟันที่ใช้

หากใครเป็นร้อนในบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้นอนดึก ไม่ได้เครียด ไม่ได้กินเหล้า ไม่ได้กินของทอด ๆ มัน ๆ เยอะ ก็อาจจะเป็นเพราะยาสีฟันที่ใช้ เพราะเยื่อบุในปากของคุณอาจจะแพ้ยาสีฟันก็ได้ วิธีการแก้ไขแค่เพียงเปลี่ยนยาสีฟันที่ใช้เป็นยาสีฟันแบบสมุนไพรดู แล้วคุณจะตกใจกับผลลัพธ์ที่ได้ เพราะแผลร้อนในของคุณอาจจะหายไปตลอดกาล  ถ้าหากคุณรู้จักวิธีรักษาและการดูแลช่องปากและสุขภาพให้ดี ๆ อาการร้อนในก็จะไม่มาคุกคามสร้างความรำคาญกับคุณแล้วค่ะ

 

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้